☆Dear☆ディア☆'s profile☆DeaR☆ディア☆PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    June 17

    ずっと大好き、おじいちゃん。

    ครั้งแรกที่เจอกับโอ่จี้จัง คือ ตอนที่ไปแลกเปลี่ยนหนึ่งอาทิตย์ที่หมู่บ้านชิยุนจิ
    ช่วงนั้นเป็นช่วงที่แผ่นดินไหว แล้วเรากำลังไม่มีโฮส
    เจอกันครั้งแรก สิ่งแรกที่โอ่จี้จังถามเราคือ
    "ชอบกินไข่ปลาแซลมอนหรอ?"
    เพราะว่าในใบแนะนำตัวที่เอเอฟเอสให้เขียน เราเขียนไปอย่างนั้น
    เราก็บอกว่า ใช่ค่ะชอบมาก
    เค้าก็ยิ้มแล้วบอกว่า
    "งั้นดีล่ะ จะเอาให้กินเยอะๆเลย"
     
    หมู่บ้านชิยุนจิ เป็นหมู่บ้านเล็กมากๆ แทบไม่มีอะไรเลย ทั้งเมืองมีร้านสะดวกซื้อเล็กๆอยู่ร้านเดียว
    และนี่เป็นครั้งแรกที่ครอบครัวอิโต้ รับเด็กต่างชาติมาอยู่ด้วย
    ทุกคนตื่นเต้นกันใหญ่
    โอ่จี้จังบอกว่า เค้าทำงานเป็นกัปตันขับเรือ
    เคยล่องเรือไปถึงรัสเซียโน่น
    เล่าเรื่องโน่นนี่ให้ฟังมากมาย
    ก็คิดว่าเป็นคนแก่ที่น่ารักดีนะ ใจดีมากเลย
    ถึงจะพูดเร็วไปหน่อย บางทีก็ฟังไม่ออก 
     
    วันรุ่งขึ้น ตื่นมา เดินเข้ามาห้องครัว
    ตกใจมาก
    มีกระปุกไข่ปลาแซลมอนเบ้อเริ่มเทิ่มอยู่ที่โต๊ะกินข้าว วางไว้ข้างๆชามข้าวของเรา
    "นี่ไปซื้ออย่างดีมาเลยนะ ทานซะสิ ชอบไม่ใช่หรอ"
    โอ่จี้จังพูด
    ทั้งตกใจทั้งดีใจ นี่เค้าใส่ใจเราขนาดนี้เลยหรอ เพิ่งเจอกันแค่วันเดียวเอง
     
    หลังจากนั้นทุกเช้าเราก็กินไข่ปลาแซลมอน จนหน้าจะเป็นไข่ปลาอยู่แล้ว
    น้ำหนักขึ้นไปสามกิโล ไปอยู่บ้านอิโต้แค่อาทิตย์เดียว
     
    ตลอดอาทิตย์นั้นโอ่จี้จังพาเราไปโน่นไปนี่ พอเจอใครก็ชอบพูดติดตลกว่า
    "นี่ ลูกสาวคนเล็ก น่ารักมั๊ย"
    โอ่จี้จังชอบบอกว่า พอมีเราอยู่ด้วยรู้สึกเหมือนมีลูกสาวเพิ่มมาอีกคน
    เหมือนเป็นลูกแท้ๆเลย
    เค้าถึงกับไปคุยกับเอเอฟเอสว่า อยากรับเราถาวรเลย จะได้มั๊ย
    แต่เอเอฟเอสปฏิเสธ เพราะถ้าทำอย่างงั้นเราต้องย้ายโรงเรียนอีกรอบ วุ่นวายมาก
    ภายในอาทิตย์นั้นในที่สุดเอเอฟเอสก็หาโฮสให้เราได้
     "โธ่ ถ้ารับเดียร์แล้วให้มาอยู่โรงเรียนใกล้ๆบ้าน จะไปรับไปส่งทุกวันยังได้เลย"
    โอ่จี้จังแอบเคือง
    ตอนนั้นดีใจมากเลย ไม่คิดว่าเค้าจะอยากให้เราอยู่ด้วยขนาดนี้
     
    วันสุดท้ายก่อนกลับ มีปาร์ตี้เลี้ยงส่งของเอเอฟเอสที่บ้านเซจิ
    ก้อไปกันทุกคนเลย ทั้งโอ่จี้จัง โอ่บ้าจัง และยูไดคุง
    ในงานเปิดเพลงเสียงเสียงดังมาก จากเครื่องเสียงเครื่องนึง
    ซึ่งเราสนใจเป็นพิเศษ เดินไปมองแล้วมองอีก
    มันเป็นเครื่องเสียงที่เล่นเอมดีกับซีดี ของโซนี่
    สวยมากๆ มันสไลด์เปิดเอาจากด้านข้าง
    ก็คิดในใจ อย๊ากอยากได้เนอะ แต่แพง คงไม่มีปัญญาซื้อ
     
    วันต่อมา ทั้งบ้านพาเราไปเที่ยวสวนดอกไม้
    ขากลับแวะร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า
    เราก็งงว่าจะมาซื้ออะไร
    แล้วโอ่จี้จังก็บอกว่า
    "เมื่อวานเห็นเดียร์จ้องเครื่องเสียงที่บ้านเซจิ จ้องแล้วจ้องอีก ชอบใช่มั๊ย จะซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดนะ"
    ห๊ะ?
    เค้าเห็นเรามองด้วยหรอ? เค้าสนใจขนาดนั้นเลยหรอ?
    "ไม่เอาหรอกค่ะ มันแพง อีกอย่าง ยังไม่ถึงวันเกิดเลย อีกตั้งเดือน"
    "ก็ซื้อให้ล่วงหน้าไง รับไว้เถอะ"
    "ไม่เอาค่ะ ไม่ได้ มันมากเกินไป"
    ตกใจมากเลยนะ เพิ่งรู้จักเค้าได้อาทิตย์เดียว เค้าจะมาซื้อของแพงๆอย่างงี้ให้เรา เกรงใจอ่ะ รับไว้ไม่ได้หรอก
    พอเดินไปถึง เจอเครื่องเสียงอันนั้น เค้าก็บอกพนักงานให้ซื้อเลย
    อึ้ง พูดอะไรไม่ออก
    กลับมาบ้าน เราก้อยังปฏิเสธเค้าว่า ไม่เอา เกรงใจ
    แล้วโอ่จี้จังก็พูดว่า
    "เดียร์เป็นเด็กคนแรกที่มาอยู่ที่นี่ แล้วพวกเราทุกคนก็ประทับใจมาก อยากจะให้รับไว้เป็นน้ำใจก็แล้วกัน"
    ดีใจจนแทบจะร้องไห้ออกมาเลยล่ะ
     
    แล้วเราก็ต้องจากบ้านอิโต้มาอยู่โฮสใหม่
    แต่หลังจากนั้นเค้าก็ติดต่อมาตลอด
    จนวันปีใหม่ เค้ามารับเราไปเที่ยว
    พาไปวัดที่จังหวัดยามากาตะ
    แต่ด้วยความที่ปีใหม่เที่ยวเพลินไปหน่อย ไปทั้งดิสนี่แลนด์ มุยกะมาจิ นากาโอกะ
    แล้วอากาศก็ติดลบ หิมะตกหนักทุกวัน
    เราเลยเป็นหวัดลงกระเพาะเข้าให้
    วันนั้นนอนซม ปวดท้อง กินอะไรไม่ได้เลย
    "นี่ ไม่กินอะไรเลยจะแย่นะ"
    โอ่จี้จังเป็นห่วงมาก
    "อยากกินอะไรล่ะ ผลไม้นิ่มๆ พอจะกินได้มั๊ย?"
    เรานึกถึงลูกพีช ก้อเลยบอกไปว่า คงพอกินลูกพีชเย็นๆได้
    แล้วโอ่จี้จังก็ขับรถออกจากบ้านไป หายไปนาน
    แล้วก็กลับมา พร้อมกับน้ำลูกพีช ลูกพีชแช่อิ่ม ลูกพีชสด
    สารพัดลูกพีชที่แกไปสรรหามาให้เรา
    "นี่ขับรถไปอีกเมืองนึงมา เลยช้าไปหน่อย ขอโทษทีนะ"
     
    ตอนนั้นน้ำตามันไหลเลย
    ทำไมคนๆนี้ถึงได้ดีกับเราขนาดนี้ ทั้งๆที่ไม่ใช่ครอบครัวไม่ใช่คนรู้จักกันมาก่อน
    ก็แค่เด็กต่างชาติคนนึงที่มาอาศัยบ้านเค้า แค่นั้นเอง
     
    "ร้องไห้ทำไมเล่า เดี๋ยวก็ไม่หายหรอก รีบๆกินซะ"
     
    วันรุ่งขึ้น เราก็ยังไม่ดีขึ้น ปวดท้องหนักกว่าเดิม
    ภาพนั้นยังติดตาอยู่เลย
    ภาพที่โอ่จี้จังอุ้มเราไปโรงพยาบาล
    ความเป็นห่วงเป็นใยของเค้า มันมากมาย
    คิดถึงแล้วอดซึ้งไม่ได้ทุกที
     
    กลับมาเมืองไทยแล้ว
    โอ่จี้จังยังโทรหาเราตลอด
    เดือนละครั้ง
    โทรมาถามสารทุกข์สุขดิบ
    "เมื่อไหร่จะมาญี่ปุ่นอีก จะพาไปเที่ยวอีกนะ ทุกคนคิดถึง"
    พูดแบบนี้ตลอด
     
    แล้วปิดเทอมขึ้นปีสอง เราก็กลับไปญี่ปุ่น
    ครั้งนี้เค้าก็พาเราไปเที่ยวคานาซาว่า ที่จังหวัดอิชิคาว่า
    เป็นสวนญี่ปุ่น กับปราสาท สวยมากเลย
    ขากลับตอนนั่งรถ เค้าก็พูดขึ้นมาว่า
    "อีกสองปีโอ่จี้จังก็จะเกษียณแล้วนะ คิดว่าถ้าไม่ติดขัดอะไร จะไปซื้อบ้านที่ไทยซักหลัง เบื่ออากาศหนาวๆที่นี่ละ ไปพักร้อนกับเดียร์ที่ไทยดีกว่า ดีมั๊ย?"
    "เอาจิงหรอ ไทยร้อนมากนะ โอ่จี้จังทนไหวหรอ"
    พูดกันไปก็หัวเราะกันไป ขำในความคิดของแก
    แต่แกก็สัญญาว่า จะมาเที่ยวเมืองไทยให้ได้ซักครั้ง
     
    ผ่านมาหนึ่งปี
    วันนั้นที่เราไปเที่ยวคอนโดสุยที่หัวหิน ก็มีโทรศัพท์มาจากโอ่จี้จัง
    "เดียร์ ตอนนี้เข้าโรงบาลมาสองอาทิตย์แล้ว"
    ตกใจมาก
    "อ่าว เป็นอะไรมากรึเปล่าคะ"
    "เปล่าหรอก คงทำงานมากไปน่ะ ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว"
    "หรอคะ หายไวๆนะคะ เป็นห่วงมาก อย่าหักโหมนะคะ"
     
    ตอนนั้นเป็นห่วงมาก แต่ก็คิดว่าคงไม่เป็นอะไรหนักหนา เพราะจะออกจากโรงบาลแล้ว
     
    เราส่งจดหมายไปหา เลือกซองจดหมายที่เป็นรูปใบโคลเวอร์สี่แฉก
    ที่เค้าว่ากันว่า เป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี
    อยากให้โอ่จี้จังหายไวๆ
     
    สองสามอาทิตย์ต่อมา
    "เดียร์ เข้าโรงบาลอีกแล้วล่ะ"
    "อ้าว ไหนว่าหายแล้ว เป็นอะไรกันแน่คะเนี่ย"
    "อืม ไม่เป็นไรหรอก แค่สุขภาพไม่ค่อยดีน่ะ"
    เค้าไม่ยอมบอกเราเลยว่าเป็นอะไร
    "เป็นห่วงจังเลย อยากไปเยี่ยมจัง"
    "ไม่เป็นอะไรมากหรอก เดี๋ยวถ้าออกจากโรงบาลเมื่อไหร่จะโทรไปหานะ"
    "ต้องโทรมานะคะ จะคอย รีบๆออกจากโรงบาลนะ"
     
    แล้วก็มีโทรศัพท์มาอีกหลายครั้ง
    แต่ทุกครั้ง ก็ยังอยู่ในโรงพยาบาล
    ยังไม่หายซะที
    ถามกี่ทีๆก็บอกว่า เดี๋ยวก็หาย ไม่ได้เป็นอะไรมาก
     
    ครั้งสุดท้าย ที่โอ่จี้จังโทรมา
    แกกำลังดูทีวีอยู่ที่โรงพยาบาล
    "เมื่อกี้ทีวีฉายสารคดีเกี่ยวกับพระที่เมืองไทยด้วยล่ะ ที่นุ่งผ้าเหลืองๆน่ะ ดูแล้วก็คิดถึงเดียร์เลยโทรมาหา"
    คุยกันไปได้ซักสิบยี่สิบนาที
    "โอ่จี้จัง ต้องหายไวๆนะ ไม่ว่าจะป่วยอะไร เชื่อว่าโอ่จี้จังต้องผ่านมันไปได้"
    "อืม ต้องสู้เนอะ เดียร์อุดส่าให้กำลังใจ"
     
    ด้วยความเป็นห่วง
    เราเลยวางแผนจะไปญี่ปุ่นเดือนตุลานี้
    ไปเยี่ยมโอ่จี้จัง
    ยังคุยกับอาโอกิเซนเซย์เลยว่า จะขับรถไปเยี่ยมด้วยกัน
     
    ผ่านมาสามอาทิตย์
    เมื่อวานนี้มีเมลล์มาจากอายูมิ ลูกสาวโอ่จี้จัง
    ว่า
    โอ่จี้จัง เสียแล้ว
    เสียเมื่อวันเสาร์ ตอนสิบโมงกว่าๆ
    อายูมิบอกว่า
    ก่อนเสีย ยังพูดถึงเราว่า
    ดูแลเดียร์ด้วยนะ
    เพราะรักเดียร์เหมือนลูกหลานแท้ๆ
     
    ตอนที่อ่านเมลล์
    คอมกำลังเล่นเพลง 3月9日
     
    ”瞳を閉じればあなたがまぶたの裏にいることで
    どれほど強くなれたでしょう
    あなたにとって私も そうでありたい”
     
    "เมื่อยามหลับตา ภายใต้เปลือกตาของฉัน ยังมีภาพเธออยู่เสมอ
    สิ่งนั้น มันทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้นมากมายเท่าไหร่กัน
    ฉันได้แต่หวังว่า
    สำหรับเธอแล้ว ฉันก็จะเป็นพลังให้กับเธอเช่นกัน"
     
    น้ำตามันไหลไม่หยุด
    สมองคิดอะไรไม่ออก
    ทำไมนะ ทำไม
    ทำไมจากเราไปเร็วเหลือเกิน
    คนที่ดีกับเราขนาดนั้น
    คนที่เรารัก และรักเรา
    จากเราไปเร็วเหลือเกิน
    ไม่ทันได้ร่ำลา
    ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ก่อนจากไป
     
    อายูมิบอกว่า งานศพจัดวันอังคาร
    อยากไปหา
    อยากไปเดี๋ยวนี้เลย
    อยากบินไปคืนนี้เลย
     
    แต่ไปไม่ได้
    มีเรียน แล้วก็ไม่สบายด้วย
    มันกะทันหันเกินไป
     
    นี่เป็นครั้งแรก ตั้งแต่เกิดมายี่สิบปี
    ที่คนใกล้ชิดเราเสีย
    มันชอค มันพูดไม่ออก
    มันเสียใจมาก
     
    บอกให้อาโอกิเซนเซย์ส่งดอกไม้ไปเคารพศพแทนเราแล้ว
    แล้วเดือนตุลา คงจะไปไหว้หลุมศพด้วยกัน
     
    โอ่จี้จัง
    ตั้งแต่วันนั้นที่เจอกัน จนถึงวันนี้
    ขอบคุณมากจิงๆนะคะ
    ทั้งๆที่เป็นแค่คนอื่น เป็นแค่คนอาศัยที่ไปอยู่ด้วยแค่อาทิตย์เดียว
    ยังดีกับเดียร์ขนาดนี้
    เดียร์คิดเสมอ
    ว่าโอ่จี้จังเป็นคุณตาแท้ๆของเดียร์
    ขอบคุณทุกความหวังดี
    ทุกสิ่งทุกอย่าง
    หลับให้สบายนะคะ
    แล้วหวังว่า
    เราคงได้เจอกันอีก
    ในฝัน ในใจ ที่ไหนก็ตาม
    แล้วก็
    หวังว่า คำๆนี้ของเดียร์คงไปถึงโอ่จี้จังที่สรวงสวรรค์นะคะ
    "เดียร์รักโอ่จี้จังที่สุด และจะรักตลอดไป"
     
    今まで本当にありがとう。
    おじいちゃんに出会えて本当によかった。
    また夢の中で会えるといいね。
    ”おじいちゃん、ずっと大好き”
    天国まで聞こえますように祈っています。
    June 08

    GOT IT!!

    ได้นาฬิกามาแล้ววววววว
     
    วิ้ววววววววว
     
    ชอบที่สุดในโลกเลยยยยยยย
     
    ดีใจ๊ ดีใจ อิอิ
     
    ง่า ติ่งไปป้ะ อัพแค่นี้
     
    ก็นะ เปิดเทอมแล้ว ในที่สุดมันก้อมาถึง ปีสาม ซะที
     
    ปีที่เค้าว่ากันว่าเปนปีที่ "ตกนรกทั้งเป็น" ของเด็กเอกญี่ปุ่น
     
    เปิดเทอมมา ก็ได้ลิ้มรสเลยแหละ
     
    ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า เทอมนี้น่ะ ตายของจริง
     
    อาทิดแรกก้อ สปีช ละ
     
    เฮ้ออออ มันมาอีกแล้วววววววว เกียดมันนนน
     
    ไม่อยากเชื่อเลยว่าเคยชนะ สปีช คอนเทส ตอนอยู่ญี่ปุ่น
     
    เพราะอยู่ที่อักษรนี่เกียดสปีชวิชาไคหวะ ยิ่งนัก นึกแล้วขนลุก
     
    แล้วช่วงนี้ก็มีงานเปิดโลก ที่เรา ทันโท ซุหรุ อยู่ด้วย
     
    ก้อดีแล้วที่รีบๆจัด ถ้าหลังจากนี้คง ไม่ได้ผุด ไม่ได้เกิด
     
    พักนี้ก้อ เหมือนโดนจิงซ์ยังไงยังงั้น
     
    มีเรื่องเซงๆเยอะเหลือเกิน
     
    วันนี้เลย ไปล้างซวยล้างบาง (รึเปล่า)
     
    ที่อะกาลิโก
     
    ฮ่าๆๆ เกี่ยวมั๊ยเนี่ย
     
    นัดกันทุกครั้งว่าจะไป ไม่เคยได้ไปซะที มีโน่นมีนี่ตลอด
     
    วันนี้ได้ฤกษ์ซะที เลยไปซะเลย
     
    มะปรางก็สั่งเยอะได้อีก
     
    สุดท้ายก็ง่อย กินกันไม่หมด
     
    ได้นั่งโต๊ะข้างบนกันสองคน ส่วนตั๊ว ส่วนตัว
     
    ชอบอะกาลิโกจิงจิ๊งงงงงงง
     
    แล้วมะปรางก็เอานาฬิกามาให้ ดีจายยยยยยยมากกกกกก
     
    ใส่เลยอ่ะ โคดเห่อ ฮ่าๆๆๆ
     
    ก็เปนบ่ายดีๆ ที่แฮปปี้ หลังจากหนึ่งอาทิดแรกที่แสนเหนื่อย
     
    ต่อไปนี้ก้อคงจะงานเยอะขึ้นเรื่อยๆ
     
    เฮ้อ
     
    แถมยังต้องเก็บตังค์อีกมากมาย
     
    เลยต้องขอลาจากวงการผีบ้า
     
    อดเปรี้ยว ไว้กินหวาน ที่ญี่ปุ่นละกัน
     
    หึๆ จะนั่งออคของทั้งวันให้มันสะใจไปเลย
     
    เก็บตังค์ เก็บตังค์
     
    สู้เว้ยยย เพื่อเดือนตุลา