☆Dear☆ディア☆'s profile☆DeaR☆ディア☆PhotosBlogLists Tools Help

Blog


    April 29

    ครั้งสุดท้าย

    ครั้งสุดท้าย
     
    ขอสัญญากับตัวเอง
     
    ว่านี่จะเป็นครั้งสุดท้าย
     
    ที่จะปล่อยใจ ให้หวนนึกถึงเรื่องนี้
     
     
    วันนี้
     
    เปนวันครบรอบหนึ่งปี
     
    ที่เราเลิกกันไป
     
    ฉันจำได้ดี
     
    มิใช่เพราะอยากจะจดจำการจากลา
     
    หากแต่ว่า
     
    มันเป็นวันเดียวกัน
     
    กับวันครบรอบของเราสองคน
     
    วันที่ ยี่สิบเก้า ของทุกเดือน
     
     
    เราเลิกกันในวันนั้น
     
    วันสำคัญ
     
    ที่คงมีแต่ฉันคนเดียว ที่สนใจ
     
    ที่ให้ความหมาย ให้คุณค่า
     
     
    หนึ่งปีแล้ว
     
    ที่เข็มนาฬิกาพาเราเดินทางมาถึงวันนี้
     
    หนึ่งปีที่ผ่านไป
     
    มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง
     
    ระหว่าง"เรา"
     
    ไม่สิ
     
    ไม่ใช่เรา
     
    คำว่าเรา
     
    ไม่มีอีกต่อไปแล้ว
     
    ไม่มีแล้ว ตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ฉันจำไม่ได้
     
     
    ไม่ต้องพูดอะไรมาก
     
    เธอก็คงรู้ดี
     
    ว่าเวลาหนึ่งปีที่ผ่านไปนั้น
     
    ช่วยอะไรความสัมพันธ์ของเราได้บ้าง
     
     
    ไม่
     
    ฉันจะไม่ตำหนิ
     
    ว่าเธอผิด
     
    ว่าฉันถูก
     
    ฉันเลิกทำอะไรแบบนั้นนานแล้ว เธอก็รู้
     
    เพราะ "เหนื่อย" เหลือเกิน
     
    เกินกว่าจะมีถ้อยคำอะไร เอื้อนเอ่ยออกมาได้
     
    เหนื่อยเกินกว่าจะตั้งคำถาม
     
    เหนื่อยเกินกว่าจะค้นหาคำตอบ
     
    จากตัวเอง จากเธอ หรือจากใครก็ตาม
     
     
    เอาเป็นว่า
     
    ฉันแค่ต้องการ
     
    กดแป้นพิมพ์
     
    เขียนบันทึกที่ล่องลอย ไร้ตัวตน
     
    เพื่อจดจำไว้ว่า
     
    หนึ่งปีที่ผ่านไป
     
    หมดลงแล้ว
     
    และ
     
    จบลงแค่นั้น
     
    จะไม่ย้อนกลับมาอีก
     
    ถึงแม้
     
    จะมีคลื่นความคิดที่หวนเข้ามาบ้างก็ตาม
     
    ฉันจะทำใจ จะยอมรับ
     
    แต่จะไม่หันกลับไปมอง
     
     
    ฉันมี
     
    มีชีวิตที่ต้องดำเนิน
     
    มีผู้คนที่ต้องพบเจอ
     
    มีอะไรรออยู่มากมาย
     
     
    เธอเองก็เช่นกัน ฉันรู้ดี
     
     
    เพราะฉะนั้น
     
    อย่างน้อยที่สุด
     
    ขอให้เธอเคารพในการตัดสินใจของฉัน
     
    ฉันรู้ เธอไม่เข้าใจ และไม่อยากรับรู้
     
    แต่ฉันคงปล่อยให้เป็นอย่างที่ผ่านมาไม่ได้
     
    เสียใจด้วย
     
    เพราะฉันจริงจัง
     
    หลายเดือนที่ผ่านมา
     
    คงเป็นคำอธิบายที่ดีที่สุด
     
    ฉันยอมให้เป็นอย่างเดิม ไม่ได้อีกต่อไป
     
     
    มีความคิดที่เลวร้ายที่สุด
     
    ที่สมองฉันเคยเค้นออกมาบ่อยครั้ง
     
    ทั้งๆที่ไม่อยากคิด
     
    แต่ใจก็พาไป
     
    ฉันคิดว่า
     
    แย่เหลือเกิน
     
    ฉันเสียใจ
     
    ที่เราสองคนได้พบ ได้เจอกัน
     
    ไม่น่าเกิดขึ้นเลย
     
     
     
    เป็นความคิดที่เลวทรามมาก
     
    ฉันเสียใจทุกครั้งที่คิดแบบนี้
     
     
     
    เพราะฉะนั้น
     
    จะขอบอกเอาไว้ตรงนี้
     
    ถึงแม้
     
    เธออาจไม่ได้เข้ามาอ่าน ไม่ได้เหน ไม่ได้รับรู้เลยก็ตาม
     
    "ขอบคุณนะ"
     
    สำหรับทุกอย่าง
     
    ทุกรอยยิ้ม
     
    ทุกเสียงหัวเราะ
     
    ทุกสิ่ง ที่เธอทำดีที่สุดแล้ว
     
    เพื่อฉัน เพื่อตัวเธอเอง เพื่ออะไรก็ตามแต่
     
    ช่วงเวลาที่ดีๆนั้น
     
    จะอยู่กับฉันไปตลอด เชื่อเถอะ
     
     
    และ
     
    "ขอโทษ"
     
    ที่ทำให้เธอเสียใจ กับการบอกลา
     
    ขอโทษที่เป็นคนแบบนี้
     
    เป็นคนแบบที่
     
    เข้ากับเธอไม่ได้
     
    ขอโทษที่
     
    อดทนได้เพียงเท่านี้
     
     
    ฉันยังคงเงื่อนไขข้อเดิมไว้
     
    คำพูดสุดท้ายที่ฉันพูดกับเธอ
     
    ทั้งน้ำตา
     
    ซักวัน
     
    เมื่อเธอพบคนคนนั้น
     
    คนที่เธอต้องการ
     
    มากกว่าใครในโลกนี้
     
    คนที่มีค่าเพียงพอ
     
    ที่เธอไม่อาจเสียเค้าไปได้
     
    วันนั้น
     
    เธอคงจะเข้าใจอะไรๆ
     
    ที่ฉันทำ ที่ฉันบอก ที่ฉันอธิบาย
     
    จนกว่าวันนั้นจะมาถึง
     
    ฉันคงพูดคุย พบเจอกับเธอไม่ได้
     
    ฉันทำไม่ได้จริงๆ
     
    เข้าใจเงื่อนไขด้วยนะ
     
     
     
    แต่ว่า
     
    ฉันไม่รอหรอกนะ
     
    คงไม่คาดหวัง
     
    เพราะความคาดหวัง ทำฉันเจ็บปวดเหลือเกิน
     
    ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา
     
     
    ฉันคงต้องไปแล้ว
     
    มีคนอื่น
     
    คนที่เค้ารอฉันอยู่
     
    คนที่ฉันรอเค้าอยู่
     
    ฉันต้องไปแล้ว
     
    เธออาจไม่เข้าใจ
     
    แต่มันก็ถึงเวลาแล้ว
     
    ที่ฉันต้องปล่อยมือเธอ
     
    และไปเสียที
     
     
    ลาก่อน พี่โจ
     
    ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง
     
    เดียร์เคยรักพี่โจแค่ไหน
     
    เดียร์จะไม่ลืมเลย
     
    ดูแลตัวเองดีๆนะ
     
     
    ลาก่อน
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
     
    February 24

    Another Saturday

    เพิ่งไปอัพไดในไฮไฟฟ์มาเป็นครั้งแรก
     
    เดี๋ยวสเปซจะเสียใจ เพราะห่างหายกันไปหลายเดือนมั่กๆ
     
    มาอัพนิดหน่อยน่ารักกุบกิบ
     
    หัวข้อในไฮไฟฟ์ชื่อ บ่ายวันอาทิตย์
     
    ในนี้เอาเรื่อง วันเสาร์อีกวันละกัน เกี่ยวเนื่องกันดี (ตรงไหน)
     
    เมื่อวานทำตัวไร้สาระสุดๆ
     
    นอนตื่นสิบเอ็ดโมง
     
    รับโทรศัพท์ เมาท์ไปครึ่งชั่วโมง วาง
     
    นอนกลิ้งกินข้าวบนเตียง
     
    เปิดทีวีดูหนัง
     
    กินพริงเกิ้ลที่แอบไว้ที่มุมห้อง(จะได้ไม่กินจนอืด)ต่อจนหมดกระป๋อง
     
    ปิดทีวี
     
    ขนการ์ตูนขึ้นมาอ่านบนห้องเป็นรอบที่ร้อยล้าน
     
    อาบน้ำตอนสี่โมงเย็น (หน้าก้อไม่ได้ล้างนะตั้งแต่เช้า ขอบอก..แล้วจะบอกให้อายทำไมล่ะเนี่ย)
     
    งีบหลับ
     
    ตื่นมาโซ๊ยข้าวเย็น
     
    กินเฮอร์ชี่สองซองคนเดียว
     
    หยิบพริงเกิ้ลกระป๋องสุดท้ายที่ตัดใจว่าจะไม่แตะขึ้นมาบนห้อง
     
    เปิดดีวีดีดู และแล้วพริงเกิ้ลกระป๋องที่สองก็ถูกกินจนได้
     
    (แม่นะแม่ บอกว่าให้เลิกซื้อพริงเกิ้ลได้แล้ว เกือบจะเลิกนิสัยเสียนี่ได้แล้วเชียว)
     
    สี่่ทุ่มเปลี่ยนช่องมาดูเอกซ์แมนแล้วขำเป็นบ้าเป็นหลัง
     
    ดูหนังอีกซักเรื่อง
     
    เบื่อ
     
    ไม่ง่วง แต่ไม่อยากเปิดคอม
     
    หยิบไดอารี่ที่ไว้เขียนเฉพาะตอนอยู่ญี่ปุ่นเท่านั้นมาเขียนจนหมดเล่ม(มันเหลืออยู่ไม่กี่แผ่น)
     
    ไม่ง่วงแต่ก็ข่มตานอนตอนตีสอง
     
    หมดหนึ่งวันเสาร์
     
    สุดจะว่างและไร้สาระจริงๆ
     
    แต่ก็เป็นสิ่งที่อยากทำนะ นานๆทีจะทำตัวไร้ค่าสุดๆได้ขนาดนี้
     
    แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นหรอก
     
    ประเด็นก็คือ
     
    หนังที่่เปิดเจอตอนกลางวัน ช่องเอชบีโอ คือเรื่อง "เกรมลินส์" ภาคหนึ่ง
     
    การ์ตูนที่ขนขึ้นมาอ่านครบเซตห้าเล่มคือเรื่อง "พาราไดส์ คิส"
     
    หนังที่เปิดเจอหลังเอกซ์แมนจบแล้วที่ช่องเดิม เอชบีโอ คือ "เดอะ เพรสทิจ"
     
    ในวันเดียว มันมาพร้อมๆกันแบบนี้เลยหรอ
     
    ................
     
    "ต้องเข้มแข็งนะเดียร์"
     
    ป.ล. รอผลข้อเขียนทุนมงอยู่ล่ะ อีกสองวันออกแล้ว เป็นกำลังใจให้ด้วยนะค๊าา
     
    อยาก หนี กลับ ญี่ ปุ่น ที่ สุด เลย
     
    เพี้ยงงงงงง
    November 04

    ただいま เปิดเทอมแล้ววว

    ไม่ได้อัพสเปซมาสามชาติเศษ
     
    อัพซะบ้างดีกว่านะเรา
     
    ก้ออ
     
    กลับมาจากญี่ปุ่นได้ อาทิดนึงพอดี
     
    ไปอยู่เดือนนึง ไม่อ้วนขึ้นเรยแฮะ
     
    โอ้ววววว ไปบ่อยชักควบคุมตนได้แล้วสินะ (ไม่เกี่ยว)
     
    สนุกมากกกกกกก
     
    ไม่อยากกลับเลยย
     
    มีเรื่องเล่าเยอะมาก แปะไว้ก่อนละกันฮ่ะ
     
     
     
    กลับมาปุ๊บ เปิดเทอมปั๊บ
     
    โอ้ววววว
     
    เทอมนี้ ตารางสอนสะเดิดมาก
     
    เลิกเย็นทุกวัน
     
    ไม่มีเลิกครึ่งวัน อย่างใครเค้า
     
    แต่ว่างติ่งตรงกลาง
     
    แง่ง เคืองงงง
     
    แต่ก้อ นะ ทำไงได้
     
    สู้ต่อไปทาเคชิ
     
    แล้วก้อ
     
    ชีวิตช่วงนี้ มีความสุขดี ค่อนข้างนะ
     
    ช้อปปิ้ง เที่ยวกะเพื่อน กินกะกินกะกิน (อันนี้แอบมากไปนิด)
     
    เพราะเพิ่งเปิดเทอมเรยชิลสินะ
     
    แล้วก้อ
     
    พอคิดอะไรได้หลายอย่างแล้ว
     
    "อยู่คนเดียว ก็มีความสุขดี เนอะ"
     
    "สบายใจดี"
    September 28

    行くぞ!

    สอบเสร็จแล้ว
     
    ก็ได้เวลา
     
    หนีความจริง (ผลสอบ)
     
    หนีเอกญี่ปุ่น สุดแสนจะทรมาน
     
    กลับบ้านเก่าแล้วสินะ (แรดได้อีก)
     
    คืนนี้
     
    จะไปเที่ยวแล้ววววว
     
    เกียวโตจ๋า
     
    โอซาก้าจ๋า
     
    โกเบจ๋า
     
    โรงแรมคิตาโนะจ๋า (อันนี้ขอเน้นมั่กๆ)
     
    และ
     
    แอนนาซุย จุ๊บๆ
     
    เด๋วจะไปหานะ
     
    บะบายเมืองไทย
     
    สวัสดี แจแปน
     
     
    ป.ล. แก๊งค์สุกี้เห็ดเอ็มเค วันนี้เที่ยวกันให้สะเดิดไปเรย รักนะจ๊ะ จ๊วบๆ
     
    และเพื่อนๆแก๊งค์อโคจร แห่ง สลัม เวิ่นเผื่อด้วย อดไปอย่างแร็ง
     
    September 09

    明日晴れるかな

    อ่านหนังสือสอบ ทำรายงาน ทำพรีเซนต์ใหญ่ไคหวะ 
    หาสปอนเซอร์ค่ายกลาง สอนพิเศษ
    เฮ้ออออออออออ เบื่อออออออ มากกก
     
    มาถึงก้อบ่น ขี้บ่นจิงน้อ
     
    แต่ในช่วงเวลาอันยุ่งมากที่สุดในรอบเทอมนี้
    เรายังหาเวลาดูซีรีส์ได้จบตั้งเรื่องนึงแน่ะ
     
    นั่นคือเรื่อง プロポーズ大作戦
    ที่มะพีเล่น
    ฉายที่ญี่ปุ่นตั้งแต่เมษาโน่นแล้ว
    เพิ่งจะเอามาดู สะ้เด่ยซะไม่มี
    ได้แผ่นมาจากดาว
    มาถึงคืนแรก ก็ูดูรวดดดด ถึงตีสอง หมดไปสี่ตอน
    อีกวันกลับมาบ้านหกโมงเย็น ดูรวดดดดดด
    ถึงตีสอง จบเรื่องเลย
    ฮ่าๆๆ บ้าป้ะเนี่ย
     
    เรามีนิสัย ดูละครจะชอบดูรวดเดียวจบเลย
    ไม่ชอบค้างคา
    ถึงจะต้องนั่งดูจนตาค้างก็ตาม
     
    เรื่องนี้เป็นเรื่องผู้ชายคนนึง ที่มารู้ตัวช้าไปว่าหลงรักเพื่อนสนิท
    รู้ช้ามากกกก
    มารู้เอาวันที่เจ๊แกจะแ่ต่งงานไปกะคนอื่นแล้ว
    ด้วยความเวอร์ของละครญี่ปุ่น
    ก็มีเทวดาที่อาศัยอยู่ที่โบสถ์ที่นางเอกแต่งงาน
    ออกมาช่วยพระเอก ให้ย้อนกลับไปในอดีต
    ไปสารภาพรักกะนางเอกซะ
    แต่
    ด้วยความง่อยของพระเอก
    ย้อนกลับไป ก็แก้ไขอะไรไม่ได้ซะที
    แก้ได้ ตึ๊งนึง หน่อยนึง
    พอกลับมาปัจจุับัน ก้ยังคงเปนงานแต่งงานของนางเอกกะคนอื่นอยู่ดี
    เอาใหม่
    กลับไปอีก
    กลับไปกลับมาอยู่ สิบ ตอน
    เฮ้ออออออ เบื่อแทน
    ตอนจบเป็นยังไง คงเดาได้ไม่ยากหรอกนะ
     
    มะพีลูกอะฮั้น
    รู้สึกว่าเรื่องนี้ จะกลับเข้าโหมดเดิมอย่างรุนแรง
    โหมด หน้าเดียว อารมณ์เดียว โทนเดียว ทั้งเรื่อง
    เฮ้ออออออ
    นี่เห็นว่าเรื่องนี้หล่อเหลาเอาการนะ ถึงได้ให้อภัยเนี่ยยยย
     
    แต่
    สิ่งที่ดีที่สุดของละครเรื่องนี้ยังมีอยู่นะ
    นั่นคือ
    แถ่น แทน แท๊น
    เพลงจบไง
    ฮ่าๆๆ
    เพลงจบเพราะมากกกกกกกกกก
    ถึงมากที่สุดในโลกา
    ฟังครั้งแรก อึ้งสะแด่วแห้วอย่างจริงจัง
    ชื่อเพลง พุ่งนี้คะน้าจะบวม(ฮ่าๆๆ เอามาจากติ๊บหาอ่ะ)
    明日晴れるかな
    แล้วฉากเพลงจบ มันสวยมากกก
    เป็นพี กะ นางเอก เพื่อนๆ เจ้าบ่าว และคุวาตะ เคสุเกะ นักร้อง(มากะเค้าด้วย)
    หมุนมุมกล้องไปมา
    จากที่พียืนมองนางเอกกับเจ้าบ่าว
    หมุนไปหมุนมา (สลับกับนักร้องออกมาอ้าปากกว้างดีดกีตาร์)
    หมุนมาจบที่พีกะนางเอกมองหน้ากัน อย่างสวยงาม
    กรี๊ดดดด
    ชอบเวอร์
    รีดูเพลงจบอย่างเดียวเป็นหลายรอบ
    บ้าไปแล้วอีกตามเคย
     
    เพลงนี้ก็กลายเปนเพลงที่มีสถิติถูกเล่นในไอพอดเรามากที่สุดไปแล้ว
    ทิ้ง my sugar cat กะ full of happiness ไปขาดตัว
     
    ว่าจะเอาเพลงนี้ไรท์ลงซีดี
    ไปให้ใครคนนึงที่ญี่ปุ่นคราวนี้แหละ
    ถ้าเค้าได้ฟังเพลงนี้ แล้วรู้สึกดี มีกำลังใจขึ้นมาล่ะก็
    คงจะดีนะ
     
    "พุ่งนี้ฟ้าจะใสรึเปล่าน้า"
    ฮิฮิ
    (ที่จริงเกลียดและกลัวแดดเข้าไส้ กระแดะจิงๆ ฮ่าๆๆ)
     
     
    August 27

    ผ่าฟันคุด...สุดจะง่อย

    ฮือๆๆ
     
    ขอโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
     
    ไปผ่าฟันคุดมา
     
    สำหรับใครหลายๆคน
     
    การผ่าฟันคุดคงเป็นเรื่องขำๆ เดะๆ
     
    แต่สำหรับเราแล้ว
     
    เป็นครั้งแรกจิงๆที่โดน "ผ่า" อวัยวะของร่างกาย
     
    (ฟังดูแม่งๆแฮะ)
     
    แถมสองซี่พร้อมกันอีก
     
    ทำใจอยู่นานมาก
     
    ไปผ่ามาวันเสาร์ กัวจิงๆ
     
    แม่เข้าไปนั่งกุมมือเราอยู่ในห้องหมอ
     
    จะว่าไปจิงๆ มันไม่เจ็บหรอก
     
    ไม่เจ็บเลยอ่ะ เพราะยาชา
     
    ชาเวอร์ๆ
     
    ไม่รู้สึกอะไรเลย
     
    รู้ตัวอีกที เสร็จละ
     
    อืมมมม
     
    แก้มตุ่ยกลับบ้าน
     
    ชาไปทั้งปากเลย
     
    ถึงบ้านก็เลยงีบไปหนึ่งตื่น
     
    พอตื่นขึ้นมา
     
    เตร่ง เตรง เตรง เตร๊ง
     
    ปวดมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก
     
    ฤทธิ์ยาชามันหายไปแล้ว
     
    เหลือแต่ความปวดทิ้งไว้
     
    แม่จ๋า พ่อจ๋า
     
    ปวดเหลือเกิน
     
    หมู่ห้า บะดะโฟ้ว
     
    ประคบคูลแพคทั้งวัน
     
    ตื่นมาอีกวันนึกว่าจะดีขึ้น
     
    หน้าบวมตุ่ยยยยยยยย
     
    บวมจิงๆนะ
     
    จากที่บานอยู่แล้ว
     
    คิดดูละกันบวมบานได้แค่ไหน
     
    ฮือๆๆๆๆๆ
     
    ง่อย
     
    กินอะไรไม่ลง
     
    จนตกเย็นมีคนซื้อ เมนไทโกะ มาเยี่ยมไข้
     
    เฮ้อออออออ
     
    กินไม่ลงก็ต้องกินฟระ
     
    เมนไทโกะ สุดเลิฟ
     
    นอนง่อยดูเอกซ์แมนรีรัน ดูได้ไม่เบื่อ
     
    แม่เข้ามาดูอาการ
     
    บอกว่า พุ่งนี้หยุดอยู่บ้านเถอะ มันบวมเจ่อเลย
     
    ฮือๆ
     
    ฮิรามัสสึ หายไปเป็นครั้งที่ สี่ แล้ว
     
    สงสารหนูเถอะนะ
     
    หนูไป ฉุจุ๊สสึ มา จิงๆนะ
     
    ไปละ
     
    ไปประคบฮอตแพคต่อ
     
    รีบๆยุบทีเถอะ
     
    หน้าบวมแบบนี้ เอาผมปิดไว้ไม่มิดแล้ววววววว
     
     
    August 19

    Blue

    あたし
    どうしても理解できない
    どうして
    こんなに難しいか
    もう本当にわからない
     
     
    頑張っていた
    解決しようとしていた
    でも、結局、何も変わらなかった
     
    どれだけ頑張ったって
    意味なかった
     
    それで疲れて
    悲しんだり
    泣いたりしていた
     
    それでも何の意味もなかった
    何もよくなんかならなった
     
    どれくらい
    繰り返して生きていたんだろう
    解決されていない問題のある
    分かり合えない付き合いを
     
    一人で
    悲しみを味わったりして
    繰り返していた
     
    もういやなの
    もう終わりにしたいの
    全部の悲しみからも、流した涙からも
    どこかへ遠く
    逃げたい
    もういらない、こんな苦しみ
     
    でも
    逃げても逃げられない
    どうしてもまた
    始まりへ
    繰り返してしまう
     
    だから今
    聞いているの
    答えを求めているの
    いつ
    こんなひどい繰り返しはなくなるの?
     
    いつまでも
    一人で
    悲しんだり、苦しんだり、泣いたりするの、あたしは?
     
    ねえ
    答えてよ
    また
    逃げる気?
     
    あたしをひとりにするのは
    得意のね
     
    一人にして
    問題を避けるのが
    得意のね
     
    BLUE
     
    They say we're in a state of emergency
    So how come no one is panicking?

    Where were you when they wrote the news?
    And how are you?
    Are you feeling blue?

    The paper doesn't cause too much of a fuss
    Perhaps it's becuse it's not sad enough

    Where were you when they wrote the news?
    And how are you?
    Are you feeling blue?

    You've never seen the color blue

    Call me in the morning
    We'll go for toast and tea

    Where were you when they wrote the news?
    And how are you?
    Are you feeling blue?

    You've never seen the color blue
     
    July 23

    บ้าไปแล้ว

    อาการบ้าของธันญา
    ที่เกิดขึ้นเปนประจำ ระหว่างสอบ
     
    ข้อแรก
    ลองเสื้อผ้า
    เกด และ มะปราง คงรู้ดี
    พออ่านหนังสืออยู่แล้วเบื่อๆ
    เราจะเปิดตู้เสื้อผ้า
    แล้ว
    รื้อๆๆทุกอย่างที่มีออกมา
    เอามาลอง
    จับโน่นคู่กะนี่
    ลองมันเข้าไป
    นานแสนนาน เปนหลายชม.
    ไม่รู้ทำไปทำไม
    แต่เป็นทุกครั้งเลยพออ่านหนังสือสอบ
    เหอๆ
     
    ข้อสอง
    ทำอะไรที่ไม่ควรทำ
    ทุกอย่างเลย
    เล่นเนต
    เล่นเอม
    คุยโทรศัพท์เปนชาติ
    ไปเดินห้าง
    ดูเกมโชว์รีรันซ้ำ สาม รอบ
    และ
    อัพสเปซ เช่นที่ทำอยู่
     
    ข้อสุดท้าย
    นอน
    ปกติอดหลับอดนอน ถ่างตาเล่นเนตได้ถึงยันสว่าง
    แต่พอสอบ ต่อมง่วงก้อทำงานขึ้นมาดื้อๆ
    ง่วงทั้งวัน ทั้งคืน
    อ่าน ไม่อ่าน ก้อง่วง
    นอนกินบ้านกินเมือง
    เกลือกกลิ้งทับชีท และหนังสือ
     
    สอบกลางภาค ญี่ปุ่น หก ตัว
    ย้ำ หก ตัว
    ในอักษร
    คงไม่มีเอกไหน ที่ทรมานทรกรรม
    ได้เท่าเอกกรู๊ส์อีกแล้ว
    เชื่อเค้าเลย
    เอามีดมาเลย
    มาแทงกันเลยดีกว่า
    นะ
     
    สาธุ
    ขอให้รอดปลอดภัย ไม่ง่อยไม่เน่า
    อย่างน้อยก้อไคหวะ รีดดิ้ง กะชมจัง
    เพราะอั๊ตจัง กะ วรจัง
    ปลงแล้ว
     
    เพื่อนๆทุกคนก้อสู้เค้าเด้อ เก็ตเอๆ
    ควรไปอ่านได้แล้ว ชัวร์
     
    July 05

    4 In The Morning*

    ไม่ได้ว่างอะไรหรอกฮ่ะ
    แต่อยากอัพขึ้นมาเฉยๆ
    การบ้านรีดดิ้งและไคหวะ วางกองอยู่ข้างเตียง
    อย่างงี้เค้าเรียกว่า "วอน"ใช่มั๊ยเนี่ย
     
    พักนี้มีคอนเสิร์ตอะไรเยอะแยะมาก
    เรนเอย คริสติน่าเอย
    ซึ่งเราไม่ว่างไปดูซักกะคอน
    แต่
    แม่เราฮ่ะ ไปดูมาหมดทั้งสองคอนเลย
    เปรี้ยวมากมั๊ย
    ล้ำหน้ากว่าลูกสาวอีก
     
    แต่มีคอนนึง อยากดูมาก
    Gwen Stefani
    เดือนหน้า ตรงกับวันอาทิตย์
    คิดว่าน่าจะว่างไปดูได้
    อยากดูห่ะ
     
    ความจิงเกวนนี่ชอบเกือบทุกเพลงนะ
    แต่ตอนนี้ โดนกะเพลงนี้มาก
    ทำนองก้องั้นๆอ่ะ
    แต่เนื้อร้องมัน "โดน"ฮ่ะ
    ชอบเนื้อเพลงที่เค้าเขียน
    มันสมจิงฮ่ะ ชอบ
    ปกติเกวนจะเป็นเจ้าแม่เพลง "แฟนเก่า"
    ประมาณว่า ชอบเอาเรื่องแฟนเก่าตัวเองมาเขียน (สมาชิก no doubt เก่า)
    แต่เพลงนี้ไม่ใช่อ่ะ มาแปลก
    โดน จึ๊ก จึ๊ก จึ๊ก ฉึกกก
     
    อยากจะบอกว่า
    ความสามารถพิเศษ(จะเรียกงั้นได้มั๊ยนะ)ของเราอย่างนึงคือ
    การหาเพลงมาเปนธีมให้ตัวเองได้ตลอด
    ทุกเรื่อง ทุกเวลา ทุกสถานการณ์
    สามารถลิงค์ชีวิตตัวเองกะเพลงได้เสมอ
    แล้วตอนนี้มีหลายเพลงมากกกก จิงๆ
    เพราะมันมีหลายเรื่องเหลือเกิน
    แต่เอาเพลงนี้มาอัพละกัน
    นอกจากจะโดนมากมายแล้ว
    ยังจริงอีกด้วย
    เพราะ
    ตอนปิดเทอมที่ผ่านมา เรานอนไม่ค่อยหลับ (อย่างแรง)
    ชอบมาหลับเอาตอนตีสี่ ทุกวันเลย
    ฮ่าๆๆ
     
    4 in the morning -- Gwen Stefani
     
    Waking up to find another day
    The moon got lost again last night
    But now the sun has finally had its say
    I guess I feel alright

    But it hurts when I think
    When I let it sink in
    It's all over me
    I'm lying here in the dark
    I'm watching you sleep, it hurts a lot

    And all I know is
    You've got to give me everything
    Nothing less cause
    You know I give you all of me

    I give you everything that I am
    I'm handin' over everything that I've got
    Cause I wanna have a really true love
    Don't ever wanna have to go and give you up
    Stay up till Four In The Morning and the tears are pouring
    and I want to make it worth the fight
    What have we been doing for all this time?
    Baby if we're gonna do it, come on do it right

    All I wanted was to know I'm safe
    Don't want to lose the love I've found
    Remember when you said that you would change
    Don't let me down
    It's not fair how you are
    I can't be complete, can you give me more?
    and all I know is
    You got to give me everything
    and nothing less cause

    You know I give you all of me

    Oh please, you know what I need
    Save all your love up for me
    We can't escape the love
    Give me everything that you have

    June 17

    ずっと大好き、おじいちゃん。

    ครั้งแรกที่เจอกับโอ่จี้จัง คือ ตอนที่ไปแลกเปลี่ยนหนึ่งอาทิตย์ที่หมู่บ้านชิยุนจิ
    ช่วงนั้นเป็นช่วงที่แผ่นดินไหว แล้วเรากำลังไม่มีโฮส
    เจอกันครั้งแรก สิ่งแรกที่โอ่จี้จังถามเราคือ
    "ชอบกินไข่ปลาแซลมอนหรอ?"
    เพราะว่าในใบแนะนำตัวที่เอเอฟเอสให้เขียน เราเขียนไปอย่างนั้น
    เราก็บอกว่า ใช่ค่ะชอบมาก
    เค้าก็ยิ้มแล้วบอกว่า
    "งั้นดีล่ะ จะเอาให้กินเยอะๆเลย"
     
    หมู่บ้านชิยุนจิ เป็นหมู่บ้านเล็กมากๆ แทบไม่มีอะไรเลย ทั้งเมืองมีร้านสะดวกซื้อเล็กๆอยู่ร้านเดียว
    และนี่เป็นครั้งแรกที่ครอบครัวอิโต้ รับเด็กต่างชาติมาอยู่ด้วย
    ทุกคนตื่นเต้นกันใหญ่
    โอ่จี้จังบอกว่า เค้าทำงานเป็นกัปตันขับเรือ
    เคยล่องเรือไปถึงรัสเซียโน่น
    เล่าเรื่องโน่นนี่ให้ฟังมากมาย
    ก็คิดว่าเป็นคนแก่ที่น่ารักดีนะ ใจดีมากเลย
    ถึงจะพูดเร็วไปหน่อย บางทีก็ฟังไม่ออก 
     
    วันรุ่งขึ้น ตื่นมา เดินเข้ามาห้องครัว
    ตกใจมาก
    มีกระปุกไข่ปลาแซลมอนเบ้อเริ่มเทิ่มอยู่ที่โต๊ะกินข้าว วางไว้ข้างๆชามข้าวของเรา
    "นี่ไปซื้ออย่างดีมาเลยนะ ทานซะสิ ชอบไม่ใช่หรอ"
    โอ่จี้จังพูด
    ทั้งตกใจทั้งดีใจ นี่เค้าใส่ใจเราขนาดนี้เลยหรอ เพิ่งเจอกันแค่วันเดียวเอง
     
    หลังจากนั้นทุกเช้าเราก็กินไข่ปลาแซลมอน จนหน้าจะเป็นไข่ปลาอยู่แล้ว
    น้ำหนักขึ้นไปสามกิโล ไปอยู่บ้านอิโต้แค่อาทิตย์เดียว
     
    ตลอดอาทิตย์นั้นโอ่จี้จังพาเราไปโน่นไปนี่ พอเจอใครก็ชอบพูดติดตลกว่า
    "นี่ ลูกสาวคนเล็ก น่ารักมั๊ย"
    โอ่จี้จังชอบบอกว่า พอมีเราอยู่ด้วยรู้สึกเหมือนมีลูกสาวเพิ่มมาอีกคน
    เหมือนเป็นลูกแท้ๆเลย
    เค้าถึงกับไปคุยกับเอเอฟเอสว่า อยากรับเราถาวรเลย จะได้มั๊ย
    แต่เอเอฟเอสปฏิเสธ เพราะถ้าทำอย่างงั้นเราต้องย้ายโรงเรียนอีกรอบ วุ่นวายมาก
    ภายในอาทิตย์นั้นในที่สุดเอเอฟเอสก็หาโฮสให้เราได้
     "โธ่ ถ้ารับเดียร์แล้วให้มาอยู่โรงเรียนใกล้ๆบ้าน จะไปรับไปส่งทุกวันยังได้เลย"
    โอ่จี้จังแอบเคือง
    ตอนนั้นดีใจมากเลย ไม่คิดว่าเค้าจะอยากให้เราอยู่ด้วยขนาดนี้
     
    วันสุดท้ายก่อนกลับ มีปาร์ตี้เลี้ยงส่งของเอเอฟเอสที่บ้านเซจิ
    ก้อไปกันทุกคนเลย ทั้งโอ่จี้จัง โอ่บ้าจัง และยูไดคุง
    ในงานเปิดเพลงเสียงเสียงดังมาก จากเครื่องเสียงเครื่องนึง
    ซึ่งเราสนใจเป็นพิเศษ เดินไปมองแล้วมองอีก
    มันเป็นเครื่องเสียงที่เล่นเอมดีกับซีดี ของโซนี่
    สวยมากๆ มันสไลด์เปิดเอาจากด้านข้าง
    ก็คิดในใจ อย๊ากอยากได้เนอะ แต่แพง คงไม่มีปัญญาซื้อ
     
    วันต่อมา ทั้งบ้านพาเราไปเที่ยวสวนดอกไม้
    ขากลับแวะร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า
    เราก็งงว่าจะมาซื้ออะไร
    แล้วโอ่จี้จังก็บอกว่า
    "เมื่อวานเห็นเดียร์จ้องเครื่องเสียงที่บ้านเซจิ จ้องแล้วจ้องอีก ชอบใช่มั๊ย จะซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดนะ"
    ห๊ะ?
    เค้าเห็นเรามองด้วยหรอ? เค้าสนใจขนาดนั้นเลยหรอ?
    "ไม่เอาหรอกค่ะ มันแพง อีกอย่าง ยังไม่ถึงวันเกิดเลย อีกตั้งเดือน"
    "ก็ซื้อให้ล่วงหน้าไง รับไว้เถอะ"
    "ไม่เอาค่ะ ไม่ได้ มันมากเกินไป"
    ตกใจมากเลยนะ เพิ่งรู้จักเค้าได้อาทิตย์เดียว เค้าจะมาซื้อของแพงๆอย่างงี้ให้เรา เกรงใจอ่ะ รับไว้ไม่ได้หรอก
    พอเดินไปถึง เจอเครื่องเสียงอันนั้น เค้าก็บอกพนักงานให้ซื้อเลย
    อึ้ง พูดอะไรไม่ออก
    กลับมาบ้าน เราก้อยังปฏิเสธเค้าว่า ไม่เอา เกรงใจ
    แล้วโอ่จี้จังก็พูดว่า
    "เดียร์เป็นเด็กคนแรกที่มาอยู่ที่นี่ แล้วพวกเราทุกคนก็ประทับใจมาก อยากจะให้รับไว้เป็นน้ำใจก็แล้วกัน"
    ดีใจจนแทบจะร้องไห้ออกมาเลยล่ะ
     
    แล้วเราก็ต้องจากบ้านอิโต้มาอยู่โฮสใหม่
    แต่หลังจากนั้นเค้าก็ติดต่อมาตลอด
    จนวันปีใหม่ เค้ามารับเราไปเที่ยว
    พาไปวัดที่จังหวัดยามากาตะ
    แต่ด้วยความที่ปีใหม่เที่ยวเพลินไปหน่อย ไปทั้งดิสนี่แลนด์ มุยกะมาจิ นากาโอกะ
    แล้วอากาศก็ติดลบ หิมะตกหนักทุกวัน
    เราเลยเป็นหวัดลงกระเพาะเข้าให้
    วันนั้นนอนซม ปวดท้อง กินอะไรไม่ได้เลย
    "นี่ ไม่กินอะไรเลยจะแย่นะ"
    โอ่จี้จังเป็นห่วงมาก
    "อยากกินอะไรล่ะ ผลไม้นิ่มๆ พอจะกินได้มั๊ย?"
    เรานึกถึงลูกพีช ก้อเลยบอกไปว่า คงพอกินลูกพีชเย็นๆได้
    แล้วโอ่จี้จังก็ขับรถออกจากบ้านไป หายไปนาน
    แล้วก็กลับมา พร้อมกับน้ำลูกพีช ลูกพีชแช่อิ่ม ลูกพีชสด
    สารพัดลูกพีชที่แกไปสรรหามาให้เรา
    "นี่ขับรถไปอีกเมืองนึงมา เลยช้าไปหน่อย ขอโทษทีนะ"
     
    ตอนนั้นน้ำตามันไหลเลย
    ทำไมคนๆนี้ถึงได้ดีกับเราขนาดนี้ ทั้งๆที่ไม่ใช่ครอบครัวไม่ใช่คนรู้จักกันมาก่อน
    ก็แค่เด็กต่างชาติคนนึงที่มาอาศัยบ้านเค้า แค่นั้นเอง
     
    "ร้องไห้ทำไมเล่า เดี๋ยวก็ไม่หายหรอก รีบๆกินซะ"
     
    วันรุ่งขึ้น เราก็ยังไม่ดีขึ้น ปวดท้องหนักกว่าเดิม
    ภาพนั้นยังติดตาอยู่เลย
    ภาพที่โอ่จี้จังอุ้มเราไปโรงพยาบาล
    ความเป็นห่วงเป็นใยของเค้า มันมากมาย
    คิดถึงแล้วอดซึ้งไม่ได้ทุกที
     
    กลับมาเมืองไทยแล้ว
    โอ่จี้จังยังโทรหาเราตลอด
    เดือนละครั้ง
    โทรมาถามสารทุกข์สุขดิบ
    "เมื่อไหร่จะมาญี่ปุ่นอีก จะพาไปเที่ยวอีกนะ ทุกคนคิดถึง"
    พูดแบบนี้ตลอด
     
    แล้วปิดเทอมขึ้นปีสอง เราก็กลับไปญี่ปุ่น
    ครั้งนี้เค้าก็พาเราไปเที่ยวคานาซาว่า ที่จังหวัดอิชิคาว่า
    เป็นสวนญี่ปุ่น กับปราสาท สวยมากเลย
    ขากลับตอนนั่งรถ เค้าก็พูดขึ้นมาว่า
    "อีกสองปีโอ่จี้จังก็จะเกษียณแล้วนะ คิดว่าถ้าไม่ติดขัดอะไร จะไปซื้อบ้านที่ไทยซักหลัง เบื่ออากาศหนาวๆที่นี่ละ ไปพักร้อนกับเดียร์ที่ไทยดีกว่า ดีมั๊ย?"
    "เอาจิงหรอ ไทยร้อนมากนะ โอ่จี้จังทนไหวหรอ"
    พูดกันไปก็หัวเราะกันไป ขำในความคิดของแก
    แต่แกก็สัญญาว่า จะมาเที่ยวเมืองไทยให้ได้ซักครั้ง
     
    ผ่านมาหนึ่งปี
    วันนั้นที่เราไปเที่ยวคอนโดสุยที่หัวหิน ก็มีโทรศัพท์มาจากโอ่จี้จัง
    "เดียร์ ตอนนี้เข้าโรงบาลมาสองอาทิตย์แล้ว"
    ตกใจมาก
    "อ่าว เป็นอะไรมากรึเปล่าคะ"
    "เปล่าหรอก คงทำงานมากไปน่ะ ไม่ต้องห่วง พรุ่งนี้ก็กลับบ้านได้แล้ว"
    "หรอคะ หายไวๆนะคะ เป็นห่วงมาก อย่าหักโหมนะคะ"
     
    ตอนนั้นเป็นห่วงมาก แต่ก็คิดว่าคงไม่เป็นอะไรหนักหนา เพราะจะออกจากโรงบาลแล้ว
     
    เราส่งจดหมายไปหา เลือกซองจดหมายที่เป็นรูปใบโคลเวอร์สี่แฉก
    ที่เค้าว่ากันว่า เป็นสัญลักษณ์ของความโชคดี
    อยากให้โอ่จี้จังหายไวๆ
     
    สองสามอาทิตย์ต่อมา
    "เดียร์ เข้าโรงบาลอีกแล้วล่ะ"
    "อ้าว ไหนว่าหายแล้ว เป็นอะไรกันแน่คะเนี่ย"
    "อืม ไม่เป็นไรหรอก แค่สุขภาพไม่ค่อยดีน่ะ"
    เค้าไม่ยอมบอกเราเลยว่าเป็นอะไร
    "เป็นห่วงจังเลย อยากไปเยี่ยมจัง"
    "ไม่เป็นอะไรมากหรอก เดี๋ยวถ้าออกจากโรงบาลเมื่อไหร่จะโทรไปหานะ"
    "ต้องโทรมานะคะ จะคอย รีบๆออกจากโรงบาลนะ"
     
    แล้วก็มีโทรศัพท์มาอีกหลายครั้ง
    แต่ทุกครั้ง ก็ยังอยู่ในโรงพยาบาล
    ยังไม่หายซะที
    ถามกี่ทีๆก็บอกว่า เดี๋ยวก็หาย ไม่ได้เป็นอะไรมาก
     
    ครั้งสุดท้าย ที่โอ่จี้จังโทรมา
    แกกำลังดูทีวีอยู่ที่โรงพยาบาล
    "เมื่อกี้ทีวีฉายสารคดีเกี่ยวกับพระที่เมืองไทยด้วยล่ะ ที่นุ่งผ้าเหลืองๆน่ะ ดูแล้วก็คิดถึงเดียร์เลยโทรมาหา"
    คุยกันไปได้ซักสิบยี่สิบนาที
    "โอ่จี้จัง ต้องหายไวๆนะ ไม่ว่าจะป่วยอะไร เชื่อว่าโอ่จี้จังต้องผ่านมันไปได้"
    "อืม ต้องสู้เนอะ เดียร์อุดส่าให้กำลังใจ"
     
    ด้วยความเป็นห่วง
    เราเลยวางแผนจะไปญี่ปุ่นเดือนตุลานี้
    ไปเยี่ยมโอ่จี้จัง
    ยังคุยกับอาโอกิเซนเซย์เลยว่า จะขับรถไปเยี่ยมด้วยกัน
     
    ผ่านมาสามอาทิตย์
    เมื่อวานนี้มีเมลล์มาจากอายูมิ ลูกสาวโอ่จี้จัง
    ว่า
    โอ่จี้จัง เสียแล้ว
    เสียเมื่อวันเสาร์ ตอนสิบโมงกว่าๆ
    อายูมิบอกว่า
    ก่อนเสีย ยังพูดถึงเราว่า
    ดูแลเดียร์ด้วยนะ
    เพราะรักเดียร์เหมือนลูกหลานแท้ๆ
     
    ตอนที่อ่านเมลล์
    คอมกำลังเล่นเพลง 3月9日
     
    ”瞳を閉じればあなたがまぶたの裏にいることで
    どれほど強くなれたでしょう
    あなたにとって私も そうでありたい”
     
    "เมื่อยามหลับตา ภายใต้เปลือกตาของฉัน ยังมีภาพเธออยู่เสมอ
    สิ่งนั้น มันทำให้ฉันเข้มแข็งขึ้นมากมายเท่าไหร่กัน
    ฉันได้แต่หวังว่า
    สำหรับเธอแล้ว ฉันก็จะเป็นพลังให้กับเธอเช่นกัน"
     
    น้ำตามันไหลไม่หยุด
    สมองคิดอะไรไม่ออก
    ทำไมนะ ทำไม
    ทำไมจากเราไปเร็วเหลือเกิน
    คนที่ดีกับเราขนาดนั้น
    คนที่เรารัก และรักเรา
    จากเราไปเร็วเหลือเกิน
    ไม่ทันได้ร่ำลา
    ไม่ได้อยู่ใกล้ๆ ก่อนจากไป
     
    อายูมิบอกว่า งานศพจัดวันอังคาร
    อยากไปหา
    อยากไปเดี๋ยวนี้เลย
    อยากบินไปคืนนี้เลย
     
    แต่ไปไม่ได้
    มีเรียน แล้วก็ไม่สบายด้วย
    มันกะทันหันเกินไป
     
    นี่เป็นครั้งแรก ตั้งแต่เกิดมายี่สิบปี
    ที่คนใกล้ชิดเราเสีย
    มันชอค มันพูดไม่ออก
    มันเสียใจมาก
     
    บอกให้อาโอกิเซนเซย์ส่งดอกไม้ไปเคารพศพแทนเราแล้ว
    แล้วเดือนตุลา คงจะไปไหว้หลุมศพด้วยกัน
     
    โอ่จี้จัง
    ตั้งแต่วันนั้นที่เจอกัน จนถึงวันนี้
    ขอบคุณมากจิงๆนะคะ
    ทั้งๆที่เป็นแค่คนอื่น เป็นแค่คนอาศัยที่ไปอยู่ด้วยแค่อาทิตย์เดียว
    ยังดีกับเดียร์ขนาดนี้
    เดียร์คิดเสมอ
    ว่าโอ่จี้จังเป็นคุณตาแท้ๆของเดียร์
    ขอบคุณทุกความหวังดี
    ทุกสิ่งทุกอย่าง
    หลับให้สบายนะคะ
    แล้วหวังว่า
    เราคงได้เจอกันอีก
    ในฝัน ในใจ ที่ไหนก็ตาม
    แล้วก็
    หวังว่า คำๆนี้ของเดียร์คงไปถึงโอ่จี้จังที่สรวงสวรรค์นะคะ
    "เดียร์รักโอ่จี้จังที่สุด และจะรักตลอดไป"
     
    今まで本当にありがとう。
    おじいちゃんに出会えて本当によかった。
    また夢の中で会えるといいね。
    ”おじいちゃん、ずっと大好き”
    天国まで聞こえますように祈っています。
    June 08

    GOT IT!!

    ได้นาฬิกามาแล้ววววววว
     
    วิ้ววววววววว
     
    ชอบที่สุดในโลกเลยยยยยยย
     
    ดีใจ๊ ดีใจ อิอิ
     
    ง่า ติ่งไปป้ะ อัพแค่นี้
     
    ก็นะ เปิดเทอมแล้ว ในที่สุดมันก้อมาถึง ปีสาม ซะที
     
    ปีที่เค้าว่ากันว่าเปนปีที่ "ตกนรกทั้งเป็น" ของเด็กเอกญี่ปุ่น
     
    เปิดเทอมมา ก็ได้ลิ้มรสเลยแหละ
     
    ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า เทอมนี้น่ะ ตายของจริง
     
    อาทิดแรกก้อ สปีช ละ
     
    เฮ้ออออ มันมาอีกแล้วววววววว เกียดมันนนน
     
    ไม่อยากเชื่อเลยว่าเคยชนะ สปีช คอนเทส ตอนอยู่ญี่ปุ่น
     
    เพราะอยู่ที่อักษรนี่เกียดสปีชวิชาไคหวะ ยิ่งนัก นึกแล้วขนลุก
     
    แล้วช่วงนี้ก็มีงานเปิดโลก ที่เรา ทันโท ซุหรุ อยู่ด้วย
     
    ก้อดีแล้วที่รีบๆจัด ถ้าหลังจากนี้คง ไม่ได้ผุด ไม่ได้เกิด
     
    พักนี้ก้อ เหมือนโดนจิงซ์ยังไงยังงั้น
     
    มีเรื่องเซงๆเยอะเหลือเกิน
     
    วันนี้เลย ไปล้างซวยล้างบาง (รึเปล่า)
     
    ที่อะกาลิโก
     
    ฮ่าๆๆ เกี่ยวมั๊ยเนี่ย
     
    นัดกันทุกครั้งว่าจะไป ไม่เคยได้ไปซะที มีโน่นมีนี่ตลอด
     
    วันนี้ได้ฤกษ์ซะที เลยไปซะเลย
     
    มะปรางก็สั่งเยอะได้อีก
     
    สุดท้ายก็ง่อย กินกันไม่หมด
     
    ได้นั่งโต๊ะข้างบนกันสองคน ส่วนตั๊ว ส่วนตัว
     
    ชอบอะกาลิโกจิงจิ๊งงงงงงง
     
    แล้วมะปรางก็เอานาฬิกามาให้ ดีจายยยยยยยมากกกกกก
     
    ใส่เลยอ่ะ โคดเห่อ ฮ่าๆๆๆ
     
    ก็เปนบ่ายดีๆ ที่แฮปปี้ หลังจากหนึ่งอาทิดแรกที่แสนเหนื่อย
     
    ต่อไปนี้ก้อคงจะงานเยอะขึ้นเรื่อยๆ
     
    เฮ้อ
     
    แถมยังต้องเก็บตังค์อีกมากมาย
     
    เลยต้องขอลาจากวงการผีบ้า
     
    อดเปรี้ยว ไว้กินหวาน ที่ญี่ปุ่นละกัน
     
    หึๆ จะนั่งออคของทั้งวันให้มันสะใจไปเลย
     
    เก็บตังค์ เก็บตังค์
     
    สู้เว้ยยย เพื่อเดือนตุลา 
     
     
     
     
    May 29

    Someday We'll Know

     
    Someday we'll know
    If love can move a mountain
    Someday we'll know
    Why the sky is blue
    Someday we'll know
    Why I wasn't meant for you

    Someday we'll know
    Why Samson loved Delilah
    One day I'll go
    Dancing on the moon
    Someday you'll know
    That I was the one for you
     
     
    วันนี้
    ออกไปพาราก้อน
    เดินหาซื้อของขวัญให้ตัวเอง
    ในวันพิเศษ
    ที่ไม่มีความหมายอีกต่อไป
     
     
    ซื้อหนังสือ
    ซื้อเสื้อผ้า
    ซื้อชุดสปา
     
    ซื้อความสุข ให้ตัวเอง
     
    ถ้าเค้าไม่รักเรา
    เราก็รักตัวเองให้มากๆดีกว่า
     
    สุขสัตน์วันครบรอบ แด่ตัวเอง
     
     
    May 17

    I'm tagged!

    คือแบบว่า โดนพี่บอลแทกมา แล้วไม่ได้รู้เรื่องเลย เค้าแทกเปนชาติแล้ว แต่ไม่กี่วันก่อนเพิ่งรู้ตัว เสร่อเนอะ เลยแปะไว้ซักพักแล้ว วันนี้จาเอามาเขียนซะหน่อย
    อืมมมม เขียนเรื่องอารายดีอ่ะ แบบว่าเรื่องของตัวเองพอนึกไปนึกมามันก็เยอะมากมาย ไม่รู้จะเขียนอะไรยังไงดี ง่า
     
    เอางี้ นึกอะไรได้จะเขียนเลยละกัน
     
    1. My Childhood -- เด็กหญิงธันญา
    ตอนเล็กๆเป็นเด็กที่กล้าแสดงออกมากกก ถึง มากที่สุด แบบว่า มีงานโรงเรียนอะไรไม่มีที่ธันญาจะพลาด ร้องเพลง เต้น รำ นางนพมาศ ประกวดโน่นนี่ เป็นเด็กที่ชอบเวทีมากๆ ถึงขนาดที่เห็นเปนไม่ได้ อยากจะขึ้นไปเสียเหลือเกิน (ทั้งๆที่บางทีตัวเองไม่เกี่ยว) ก็แม่เห็นแววความบ้าเห่อเวทีของเรา เลยจับไปประกวด หนูน้อยจักรวาล ฮ่าๆ ชื่อเวอร์ป้ะ จิงๆก็เปนแค่งานประกวดของเดอะมอลล์เท่านั้นแหละ ตอนนั้นห้าหกขวบ แล้วพี่ปุ๋ย พรทิพย์ ที่เปนนางงามจักรวาลตอนนั้นเค้าไปเปนกรรมการด้วย เราได้ขึ้นเวทีเป็นเบอร์หนึ่งแล้วพี่ปุ๋ยก้อสัมพาษณ์ พี่ปุ๋ยชอบเรามากกกก ไม่รู้ทำไม จำไม่ได้แล้วว่าเค้าถามอะไร แต่เค้าถูกใจคำตอบเรามาก เลยให้เราได้ที่หนึ่งในรอบนั้นไปเลย แค่นั้นไม่พอ เพราะเป็นขวัญใจพี่ปุ๋ย เราเลยได้ลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งวันถัดมา ถ่ายรูปคู่กับพี่ปุ๋ย น้องเดียร์ขวัญใจพี่ปุ๋ย ฮามั๊ย แม่ยังตัดเก็บไว้ใส่กรอบให้ดูแล้วอายเล่นอีกแน่ะ คิดทีไรขำตัวเองทุกที แปลกนะ ตอนเล็กๆกล้าแสดงออกขนาดนั้น โตขึ้นมาตรงกันข้ามเลยอ่ะ
     
    2. Hello Kitty
    ชอบมาก ชอบอย่างจริงจังมาแต่เด็ก ตอนเล็กๆพอวันเกิดหรือสอบได้ที่ดีๆจะขอแต่คิตตี้เนี่ยแหละ มีมันทุกอย่างตั้งแต่สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ไปจนถึงกระเป๋าเดินทาง เป็นเอามาก แล้วพอไปอยู่ญี่ปุ่น ได้ค้นพบสิ่งมหัศจรรย์ใหม่ นั่นคือ คิตตี้ท้องถิ่น ฮ่าๆ ชื่อมันก็แปลตรงตัวได้อย่างงั้นแหละ เป็นคิตตี้กับของดังของจังหวัดหรือเขตต่างๆของญี่ปุ่น น่ารักมาก เปนคิตตี้กะดังโงะ ลูกพีช หงส์ ฟุตบอล ไข่ปลา คิตตี้หัวสิงโตยังมี สารพัดมากมายก่ายกอง ไปที่จังหวัดไหนก็มี มันน่ารักน่าซื้อเก็บไว้สะสมเป็นที่สุด เลยเริ่มสะสมเรื่อยๆมา ไปที่ไหนก็ซื้อเก็บๆ ถึงไม่ได้ไปก็ฝากชาวบ้านซื้อ ตอนนี้ รวมสนนทั้งหมดแล้ว มีเป็นร้อยตัวได้ แต่ยังไม่ถึงเศษเสี้ยวของทั้งหมดที่มันมีขาย เยอะมาก เป็นความใฝ่ฝันว่าซักวันจะสะสมให้ครบทั้งประเทศญี่ปุ่น ฮ่าๆ เป็นฝันที่ไร้สาระจิงๆ
    อ้อ ลืมบอกไป ไม่รู้ว่าเพราะชอบคิตตี้มากไปรึเปล่า มีแต่คนทักว่า เราหน้าเหมือนคิตตี้ เพราะ หัวโต ฮ่าๆ จะดีมั๊ยเนี่ย
     
    3. Shopaholic Girl
    อันนี้หลายคนคงทราบดีถึงความเป็นคนบ้าช้อปปิ้งของเรา หารู้ไม่ว่าเพราะความช้อปเป็นผีบ้าของเราเนี่ย เคยทำเราเกือบตายมาแล้ว ตอนปิดเทอมม.3 ไปซัมเมอร์ที่อังกฤษ เป็นครั้งแรกที่ไปเมืองนอกเองแบบไม่มีพ่อแม่ และก็เป็นครั้งแรกที่ได้มีเงินไว้ในครอบครองของตน จะใช้ยังไงก็ได้ไม่ต้องขอใคร อำนาจเข้าครอบงำ เอาเลยกรู ไม่เกรงใจ ต้องไปอยู่เกือบ 2 เดือน ไปถึงแค่ 2 อาทิตย์แรก เข้าลอนดอน เหนอะไรซื้อหมด ไม่คิดเลย รู้ตัวอีกที เงินในกระเป๋าเหลืออยู่ 20 ปอนด์ (ตอนนั้นก้อประมาณ 1,400 บาท) แล้วต้องอยู่ไปอีกเดือนกว่า กรี๊ดดดดดดด โทรหาแม่ แม่ก็แบบ อีลูกคนนี้ แต่จะปล่อยให้มันอดตายอยู่อังกฤษก็กะไร เลยส่งเงินมาอีก แล้วเรา แทนที่จะสำนึก ได้เงินมาปุ๊บ ใช้อีกแล้ว ไม่รู้เรื่องรู้ราว รู้ตัวอีกที เงินในกระเป๋าเหลือไม่ถึงสองปอนด์ แบบว่า ซื้อน้ำเปล่ากินซักขวดยังไม่ได้เลย ตอนนั้นแหละที่รู้สึกตัวว่า เลวมาก ใช้เงินไม่เห็นคุณค่า ไม่สำนึก ร้องไห้ๆๆ แล้วจะอยู่ยังไงอีกสองอาทิตย์ เพื่อนเลยให้ยืมมา 150 ปอนด์ ประทังชีวิตไป แต่เรื่องยังไม่จบ เพราะเราซื้อของไปเยอะมาก น้ำหนักกระเป๋าก็เพิ่มมาอย่างน่ากลัว แทบปิดกระเป๋าไม่ลง พอไปถึงสนามบิน กระเป๋าน้ำหนักเกินมา แท่น แทน แท๊น 20 กิโล โฮกกกกกก เค้าไม่ให้เอาขึ้นเครื่อง ต้องจ่ายค่าปรับประมาณหมื่นบาทไทย บร้า ทั้งเนื้อทั้งตัวมีไม่ถึงพันด้วยซ้ำ ทำไงล่ะกรู ไม่ได้กลับประเทศแน่ๆเลย พนักงานเห็นแล้วสงสารสมเพชเวทนา เลยให้เอาของจากกระเป๋าแบ่งใส่กล่องอีกสามใบ น้ำหนักจะได้ไม่เกิน แล้วเราก็ต้องรื้อกระเป๋าตรงนั้นเลย อายมาก คนก็มองกันทั้งสนามบิน เพื่อนๆที่ไปด้วยกันมันร้องไห้ กลัวเราไม่ได้กลับมาไทย สุดท้ายก็ต้องแบกลังอีกสามใบกลับมาด้วย มาถึงแม่ก็ต้องจ่ายหนี้ 150 ปอนด์ใช้ให้ลูกสาวตัวดี คิดว่าจะโดนพ่อด่าแต่ไม่เลย ไม่ได้ว่าอะไรเลยซักคำ (คงไม่มีคำพูด เพราะมันแย่มาก) ทำให้เรารู้สึกผิดมากขึ้นไปอีก เป็นลูกเลวจิงๆ นั่นแหละ ก็เป็นประสบการณ์เกือบตายไม่ได้กลับบ้านที่อังกฤษ เพราะผีชอปปิ้งเข้าสิง ดีนะรอดมาได้
     
    4. Earthquake!!
    ไม่ใช่ไอติมที่สเวนเซ่นหรอกนะ แต่เป็นแผ่นดินไหวของจริงไม่อิงนิยายที่เราไปเจอมา ตอนไปอยู่ญี่ปุ่น เกิดแผ่นดินไหวที่แรงที่สุดในรอบร้อยปีของญี่ปุ่น ญี่ปุ่นมีตั้งสี่สิบกว่าจังหวัด แล้วมันเกิดขึ้นที่ไหนรู้มั๊ย ก็นีงาตะ จังหวัดที่เราไปอยู่ไง แจ๊กพอตแตก วันนั้นตอนเย็นๆไปงานโรงเรียนของโฮสน้องมา กะลังนอนๆอยู่ บ้านก็สั่นอย่างแรง ทีวงทีวีล้มกระจุย งง กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ไฟดับหมดแล้ว คลานไปหลบอยู่กันที่ใต้โต๊ะกินข้าว โฮสพ่อก้อบอกว่า ทุกคนน่าจะวิ่งออกไปนอกบ้านดีกว่า เผื่อบ้านถล่ม ตอนนั้นน้ำตาไหลแบบไม่รู้ตัวเลย เกิดมาก็เพิ่งเคยรู้สึกว่า กลัว เป็นยังไงก็คราวนั้นแหละ สรุปว่าคืนนั้นแผ่นดินไหวติดต่อกันสี่ร้อยกว่าครั้ง ไหว 7 ลิกเตอร์ซึ่งแรงมากก เราต้องนอนในรถที่สั่นทั้งคืน ไม่มีข้าวกินจนถึงเช้า แล้วหลังจากนั้นต้องย้ายโฮส ย้ายโรงเรียน ย้ายเมือง เพราะแผ่นดินไหวมันไม่หยุดเลย ไหวเปนเดือนๆ ไปโรงเรียนไม่ได้ เป็นช่วงเวลาที่แสนเศร้ามากๆ มีคนตาย มีคนไร้ที่อยู่มากมาย เราเองก็เศร้ามากที่ต้องย้ายบ้านย้ายโรงเรียน ลำบากลำบน แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ดี เพราะแผ่นดินไหวครั้งนั้นเลยมีอะไรดีๆเกิดขึ้นหลายอย่างมากๆ ได้โฮสใหม่ที่ดีไม่แพ้โฮสเก่า ได้อะไรเยอะกว่าที่คิด เรายังนึกขอบคุณแผ่นดินไหวครั้งนั้นอยู่ตลอดเลย ว่าทำให้เรียนรู้อะไรในชีวิตเยอะมากจริงๆ
     
    5. Entrance
    เป็นหนึ่งในความภูมิใจมากๆในชีวิตเราเลยล่ะ เราไปญี่ปุ่นตอนม.หก ซึ่งเปนเวลาสำคัญที่ควรจะเตรียมตัวเอนท์ แต่เราดันไปเที่ยวเล่นปีนึงเต็มๆซะนั่น หนังสือก็ไม่ได้เอาไปอ่านเลย กลับมาจากญี่ปุ่น ต้นเดือนกุมภา แล้วต้นเดือนมีนาต้องเอนท์ กรรม เพิ่งรู้ตัวว่าตายแน่กรู ทำไง ไหนจะต้องวิ่งเรื่องจบที่โรงเรียนอีก วุ่นวายลากเลือดมาก สติแตก เกดเอาหนังสือเป็นสิบๆเล่มมาให้อ่าน ย้ำๆๆว่าแกต้องทำได้สิ เราก็เอาแต่คิดว่า ไม่ได้หรอก ไม่ได้ชัวร์ เอนท์แค่ครั้งเดียว คะแนนก็ไม่มีให้เลือกเหมือนคนอื่น มันจะไปติดได้ยังไงฟระ ไปเรียนดาวองซ์คอร์สเทอร์โบได้สิบกว่าวัน แล้วก็ถึงวันเอนท์ รู้สึกอยากตายมาก ไม่เคยรู้สึกแย่ขนาดนั้นมาก่อน ตอนคะแนนเอนท์จะออกไม่อยากรู้เลย เครียดมาก เมลล์คุยกะโฮสว่า คงไม่รอดชัวร์ๆ ได้กลับไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นแน่ๆเพราะเอนท์ไม่ติด แต่ คะแนนออกมา เฮ้ยยยยยย ไม่อยากจะเชื่อ ไม่แย่อย่างที่คิดเลย (คิดไว้ว่าไม่ถึง 250 --") แต่ปีนั้นข่าวเยอะมากๆว่า คะแนนเฟ้อ ได้เยอะแค่ไหนก็อย่ามั่นใจนักเลย กรูก็สติแตกอีก เลือกอันดับไปแบบหวั่นใจ ออกมา ติดอักษร ติดเอกญี่ปุ่นด้วย ซึ่งแบบ เลือกไปนี่ไม่ได้รู้เลยว่าเค้ารับแค่ 30 คน แล้วเราก็ดันหลุดเข้ามาเป็น1 ใน 30 คนนั้น ได้ยังไง ได้ยังไง 30 คนจากทั่วประเทศ เราเป็นหนึ่งในนั้นเราะ ไม่อยากเชื่อเลย คิดว่าเราคงใช้โชคทั้งชีวิตไปกับการเอนท์ครั้งนั้นแล้วล่ะ มันจะฟลุ๊คเวอร์ไปรึเปล่า ถึงตอนนี้เราคิดทีไรก็ยังอดประหลาดใจในความโชคดีของตัวเองไม่ได้ ภูมิใจสุดๆเลยที่ในที่สุด ธันญา ก็เอนท์ติดได้แบบไม่อายใคร คิดว่าจะเป็นผีไร้หลุมที่เรียนซะแล้วววว
     
    เอาล่ะ เวิ่นเว้อมามากมายกับการโดนแทกครั้งนี้ ก้อประมาณเนี้ยแหละ เรื่องราวของเรา แล้วใครจาเปนผู้โชคดีคนต่อไปดีล่ะ หึๆๆ
     
    นังเกด สาวซีส์ ออม สาวเกียง และ สาววี ก็แล้วกันนะจ๊ะ ขอให้โชคดีกะการโดนแทก ฮ่าๆๆ แล้วจะคอยอ่านนะจุ๊
    May 13

    Bitter Sweet*

    พักนี้นอนไม่ค่อยหลับเลย
    คงเพราะปิดเทอม
    นอนดึกขึ้นทุกวันๆ จนร่างกายมันปรับนาฬิกาเอง
    จะง่วงหลังตีสามขึ้นไปทุกคืนเลย
     
    แย่จัง
     
    หลายคืนก่อน
    นอนไม่หลับ
    กลิ้งไปกลิ้งมาก็แล้ว
    ฟังเพลงกล่อมตัวเอง
    ก็ไม่หลับ
     
    เลยลุกขึ้นมา
    หยิบชอคโกแลตที่ย่าพี่โจให้มา
    เป็นชอคโกแลตญี่ปุ่น
    ที่เขียนเอาไว้ว่า
    ชอคโกแลตแบบขม
     
    ตอนเล็กๆ พอพ่อแม่ไปเมืองนอก
    จะชอบให้ซื้อชอคโกแลตมาฝาก
    แบบที่ในกล่องมีช่องเล็กๆเยอะๆ
    มีชอคโกแลตรูปต่างๆกัน รสต่างๆกัน
    คงพอจะนึกออกกันใช่ป้ะ
     
    จะพยายามลองกินให้หมดทุกแบบ
    แล้วมันก็จะมีซักแบบที่ขมมาก
    กินเข้าไปแล้วก็ต้องคายออกมาเพราะความขม
     
    ถามแม่ว่า
    "ทำไมชอคโกแลตอันนี้ขมล่ะ ไม่เห็นอร่อยเลย ใครจะอยากกิน"
    แม่ก็บอกว่า
    "ในความหวานมันก็ต้องมีขมอยู่บ้างแหละ โตขึ้นเดี๋ยวหนูก็จะกินได้เอง"
     
    ระหว่างนึกถึงเรื่องตอนเด็ก
    ก็กินชอคโกแลตในกล่องไปพลางๆ
    คำแรกที่กัดเข้าไป เตรียมใจไว้ว่าคงต้องคายออกมาแหงๆ
    แวบแรก มันก็ขม
    พอละลายในปากไปซักพัก
    ความหวานมันก็ตามมา
     
    เออ แปลกแฮะ
    กินได้นี่นา
    อร่อยนิดๆด้วย
    อร่อยแบบ ขมๆ แปลกๆ
     
    หลังจากนั้น
    ก็กินอีกชิ้น
    กินชิ้นแล้วชิ้นเล่า
    สัมผัสความขม รอจนมันละลายเปนความหวาน
    จนหมดกล่องเลย
     
    แปลกดีนะ
    เรากลายเป็นคนกินชอกโกแลตขมได้ตั้งแต่เมื่อไหร่
    ไม่รู้ตัวเลย
     
    แต่พอมาคิดดูแล้ว
    ชอคโกแลตน่ะ
    ที่จริงแล้ว มันขมนี่นา
    ที่มันหวาน เพราะเราเติมนม เติมน้ำตาลลงไปต่างหาก
     
    ถ้าตอนนี้
    ความรักของเรามันขมอยู่ละก็
    เราต้องทนมันได้สิ
     
    ก็
    กินชอคโกแลตขมกล่องนั้นหมดคนเดียวเลยนี่นา
     
    แต่ว่า
    มันจะละลายเปลี่ยนเป็นรสหวาน เหมือนชอคโกแลต
    รึเปล่านะ
     
    พอคิดเรื่องนี้
    ก็ยิ่งนอนไม่หลับใหญ่เลย
    หรือเพราะคาเฟอินในชอคโกแลตทำพิษกันแน่
    ไม่น่าไปเอามากินเล้ย
     
    ปล. โดนแท๊กมาพักนึงได้แล้ว แต่เพิ่งรู้ตัวเอง ฮ่าๆ ขอแปะไว้ก่อน เด๋วมาเขียนนะจ๊ะ
     
     
    May 10

    Miss Potter

    เมื่อวานเป็นวันสอบวันสุดท้ายของซัมเมอร์
    เฮ้อ หมดเวรหมดกรรมซะที
     
    สอบเสร็จก็ไม่รู้จาทำอะไร
    เลยว่าจะเอาตั๋วฟรีพาราก้อนที่ได้มาไปใช้ซะเลย
    จะได้ดู Miss Potter ซะที
    ไปดูรอบ ง่ะ เกือบทุ่ม
    รอก้อได้ฟระ
     
    ระหว่างรอก็เดินเล่นเซ็นทรัลเวิร์ด
    แล้วที่ทางออกก็เจอร้าน Living Doll
    เพิ่งรู้ว่ามีสาขาที่นี่ด้วย
    พุ่งเข้าไปทันทีด้วยแรงดึงดูดของป้ายเซลล์หน้าร้าน
     
    รองเท้าเซลล์เยอะมาก
    กะลังอยากได้รองเท้า
    ถูกมากเลย
    แต่เราก็จนอยู่ดี
    เลยซื้อมาแค่คู่เดียว
    เด๋วค่อยกลับไปใหม่ เหนบอกว่าเซลล์เรื่อยๆจนกว่าของจะหมด
     
    ซื้อเสร็จ โทรบอกแม่ว่าซื้อรองเท้า
    แม่บอกว่า
    อ่าว นี่อยู่ร้านเพื่อน เพิ่งซื้อรองเท้าให้เราคู่นึงพอดี
    โอ้ว โทรจิตหรืออย่างไร แม่ลูกคู่นี้
    เป็นวันซื้อรองเท้าแห่งชาติจิงๆ
     
    แล้วนังอาร์ตก้อโทรมาเห่าโฮ่งๆโวยวาย กะเกด
    ให้เข้าม.ด่วนๆ บอกว่าไม่มีใคมาเลย
    ไอเราก้อ โคดขี้เกียดจะเข้าไป
    ว่าจะเดินไปเซนทรัลชิดลมต่อ
    โอ๊ยย ต้องกลับเข้าม. ขี้เกียดดด
     
    เข้าไปถึงคนก้อมากมายก่ายกอง
    ไหนบอกไม่มีใคมาไงฟระ
    วันนี่มีสันรวม
    ดูบ้านอื่นเต้นกัน มันส์ดี
     
    ออกมาจากม.ไปกินข้าวกะมะปราง
    แล้ววิ่งแจ้นไปดูหนังเกือบไม่ทัน
     
    เพิ่งเคยดูโรงวีไอพี หลังจากที่เคยดูนานมากกกแล้ว ตอนม.ต้น
    แต่นั่นมันแค่เมเจอร์
    นี่วีไอพี พาราก้อน
    หรูเวอร์ๆ
    เรา กะ เกด ก็เสร่อกันได้อีก
    หาทางเข้าโรงไม่เจอ
    เข้าไปถึง โอ้ววววว
    เก้าอีกมันใหญ่มาก เป็นคู่ๆ
    ปรับเล่นได้ เอนได้เปนเก้าอี้นอน
    มีหมอน ผ้าห่ม พร้อม
    มีโต๊ะวางของกินข้างหน้าด้วย
    แถมเรานั่งแถวบนสุด มีม่านปิดให้เป็นส่วนตัวอีก
    มันจะหรูเกินไปมั๊ย
    เฮ้อ พวกคนรวย มาดูหนังทีต้องให้ได้แบบนี้สิน้า
    บัตรฟรี ของขวัญวันเกิดสำหรับคนขับ จากัวร์ ที่เราได้มาเนี่ย
    เป็นบุญจิงจิ๊ง
     
    โรงเบ้อเร่อเลย
    มีที่นั่งแค่สิบกว่าที่
    โหวง เหวง
    ทั้งโรงมีแต่ฝรั่ง
    พนักงานเข้ามาถามว่าจะรับเครื่องดื่มอะไร
    กรูกะเกด ก้อ อึ้งแด๊กซ์
    มันฟรีป้ะเนี่ย น้ำ
    ไม่ใช่สั่งไป ดูเสร็จ มาเก็บตังค์แก้วละเกือบร้อย ไรงี้
    สั่งน้ำพันซ์ไป
    เอาวะ ถ้าเค้ามาเก็บตังค์จิง ก็เปนค่าเสร่อขอพวกกรูก็แล้วกัน
     
    สรุป
    มันฟรีฮ่ะ
    เสีงตังค์ค่าตั๋วแพงหูฉี่
    เสริฟเครื่องดื่มฟรี แก้วนึง
     
    หนังน่ารักดี
    ถึงจะเรื่อยเกินไป ไม่มีจุดหักเหหรืออะไรเลย
    ดูไปเรื่อยๆ เอื่อยๆ
    แต่ชอบวิวในเรื่องมาก
    เคยคิดตอนเด็กๆ
    ว่าอยากมีบ้านหลังเล็กๆอยู่ในทุ่งหญ้าใหญ่ๆ
    มีฟาร์ม มีภูเขาล้อม
    แล้วบ้านนางเอกในเรื่อง ก็เปนอย่างงั้น
    ที่สวยๆแบบนี้
    ใครได้อยู่ คงวาดรูปได้สวยทั้งนั้นแหละน้า
    ก้อบรรยากาศมันดีขนาดนั้น
    คงไม่อยากทำอะไรอีกเลย ต่อจากนี้
    นอกจาก นั่งจิบชารับลมเย็นๆในทุ่งหญ้า
    แล้ววาดรูป
    เป็นชีวิตที่มีความสุขดีจิง
     
    กว่าหนังจะเลิก เกือบสามทุ่ม
    กะลังจะถึงบ้านละ
    ฝนเทลงมาแบบ รั่วเลย
    หนักมาก
    พี่ชายต้องออกมารับ
    เกลียดจัง ฝนเนี่ย
    ตกได้ตกดี ไม่เลิก
    เสียงดัง หนวกหู
     
    เกลียดฝนมาก มาก มาก
     
    จบหนึ่งวันด้วยความเปียกปอน และเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่า
     
    วันนี้ยายมาค้าง
    เพราะจะไปงานรับปริญญาของแม่ศุกร์นี้
    ดีใจจัง
    ที่ได้กลับบ้าน มาซุกตัวนอนข้างๆยาย
     
    พี่เลี้ยงเพิ่งเปลี่ยนผ้าปูที่นอนเป็นลายอื่นพอดี
    แย่จัง
    คิดว่าจะกลับมานอนกับ ปีเตอร์ แรบบิท ซะหน่อย
    เผื่อมันจะขยับได้ ออกมาวิ่งเล่น เหมือนในหนัง
    ฮ่าๆ เพ้อเจ้อ
    May 05

    หมกมุ่น

    พักนี้มันชักจะกำเริบใหญ่แล้วนะ ความหมกมุ่นของนางสาวธันญา
     
    คงเพราะคิดมากเกินไป รึเปล่า ไม่เกี่ยวหรอก (เอ๊ะ ยังไง)
     
    หมกมุ่นกับการช้อปปิ้งมาก ถึง มากที่สุด ของที่สุด ของที่สุด
     
    หมกมุ่น หมกมุ่น วันๆก็หมกมุ่น หมกมุ่น
     
    เป็นคนบ้าไปแล้ว
     
    แล้วบรรดาห้าง ก็เซลล์กันเข้าไปสิ ทรมานจิตใจ
     
    เซนทรัลเซลล์ก็ไปเดิน หมดเซนทรัลก็ต่อพาราก้อน
     
    ให้มันได้อย่างงี้สิ
     
    เซนทรัลชิดลมนี่ไปเดินมาสามรอบได้ จนขึ้นทุกครั้งที่ไป แต่วันสุดท้ายที่เซลล์ ต้องอ่านหนังสืออยู่บ้าน มีสอบ ฝนตก ออกไปไม่ได้
     
    ตื่นมานี่ไม่เป็นอันทำอะไร คิดๆๆๆๆๆ ถึงของที่ยังไม่ได้ซื้อ
     
    เราเป็นคนที่ความจำสั้นมาก แย่สุดๆเข้าข่ายอัลไซเมอร์ ขี้ลืมที่สุดในโลกา
     
    แต่ถ้าของชิ้นไหนผ่านสายตาไปแล้ว อย่าหวังว่าจะลืมเลย ไม่มีวัน จำได้ทุกอัน
     
    วันนั้นตื่นมา เครียดมากถึงมากที่สุด ออกจากบ้านไม่ได้ แต่อยากช้อป
     
    ความทุกข์อันยิ่งใหญ่ โอ้ววววววววววววววววววว ไม่ไหว อยากจะดิ้นแด่วๆเป็นท่าบะดะโฟ้ว
     
    แต่แล้วพระเจ้าทรงก็เมตตา (หรือรำคาญ อยากให้เราเสียๆตังค์ไปซะ จะได้หายบ้า?)
     
    พี่โจจะไปเซนทรัลชิดลมกะครอบครัวพอดี
     
    กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดด
     
    สั่งซื้อโน่นนี่นั่น
     
    ยังกะเทเลโฟน ช้อปปิ้ง โทรสั่งตรงตามสาย
     
    ตัวอยู่บ้านยังหาเรื่องเสียตังค์
     
    จนกรอบบบบบบ เป็นข้าวเกรียบเกรียมๆ
     
    สัญญากะตัวเองว่า จะไม่ซื้ออะไรแล้ว เดือนนี้ ไม่ไหวแล้ว ไม่ไหวจิงๆ
     
    แต่วันนี้เอาเสื้อแอนนาไปซ่อมที่พาราก้อน (ซึ่งก็ซ่อมไม่ได้ เสียจายยยยยยยยยยยยยยยมาก)
     
    มันยังไม่เลิกเซลล์ ยังไม่หมดเวรหมดกรรม
     
    เดินผ่านนาฬิกา
     
    อยากได้ มากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก น่ารัก โคด โคดดดดดดดดด
     
    กะลังอยากได้นาฬิกาสีทองๆหน่อย
     
    ความอยากได้พุ่งปรี๊ดทะลุจุดเดือด
     
    แต่
     
    ไม่มีตังค์ ย้ำ ไม่มีตังค์ ย้ำ ไม่มีตังค์ ย้ำๆๆ ไม่มีตังค์
     
    เซนทรัลเอาตังค์เราไปหมดตัวและหัวใจแล้ว
     
    เซงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
     
    อยากได้มาก ทำยังไงก็อยากได้ ไม่ว่ายังไงก็จะเอาให้ได้
     
    แล้วที่แย่กว่านั้น
     
    ติดโรคเครียดเรื่องการช้อปปิ้งเกินเหตุ ย้ำ เกินเหตุ มาจากมะปราง
     
    กลัวของที่อยากได้จะหายไป กลัวใครมาซื้อไป
     
    เหมือนตุ้มหูง่อยที่ต้องให้พนักงานไปหามาตามมาจากสาขาอื่นก็ยอม กลัวจะไม่ได้ซื้อ
     
    นาฬิกาอันนี้ กว่าจะฟื้นฟูสภาพกระเป๋าตังค์ไปซื้ออีกทีคงเดือนหน้า
     
    แล้วมันจะหายไปมั๊ย
     
    มันน่ารักจะตาย แถมเซลล์อยู่ ใครจะมาซื้อมันไปมั๊ย
     
    ตอนนี้นั่งค้นจากเวบมัน ไม่เห็นมีรุ่นนั้นเลย นึกว่าถ้ามีขายออนไลน์ จะให้เพื่อนที่เมกาซื้อไว้ก่อน
     
    แง๊ แง๊ หามาเป็นชั่วโมงแล้ว ยังไม่เจอรุ่นนั้นเลย (ไม่รู้ชื่อรุ่นอีก ง่อยมั๊ย)
     
    โอ๊ยยยยยย เครียดดดดดดดดด
     
    มะปรางงงงงงงง เฮลป์ มี เอาโรคเครียดแบบนี้มาติดกรู๊ส์ทำม๊ายยยยยยยยย
     
    ใครมาอ่านแล้วก็อย่าสนใจเลย เราแค่เครียดมาก อยากจะบ่นในความหมกมุ่นของตัวเอง
     
    อ้อ แต่ถ้าสนใจ และ เวทนา
     
    ใครก็ได้
     
    ปล่อยเงินกู้ที แบบไม่คิดดอกเบี้ย และไม่ต้องคืนให้เราที นะ พลีสสสสส (เอ๊ะ ไม่ต้องคืน?)
     
    เครียด สุด ชี วิต
     
    แต่ที่เครียดกว่านั้น
     
    ทำไมกรู๊ส์เปนคนหมกมุ่นเยี่ยงนี้ เครียดดดดดดด
     
    UP DATE!
     
    เมื่อวาน ในที่สุด ก็ได้นาฬิกามาอยู่ในครอบครอง อย่างน้อยก็เป็นของเราแล้ว
     
    มะปราง ผู้สมรู้ร่วมคิดได้เดินทางไปจองให้อะฮั้นที่พาราก้อน
     
    มันไม่ไปไหนแล้ว ในที่สุด
     
    เสียใจด้วยนะจ๊ะคนอื่นที่เล็งมันไว้ (ไปเยาะเย้ยเค้าอีก นิสัยดีมาก)
     
    มีความสุขละ แฮปปี้ ดีกรีความบ้าลดลง จนหายไปหมดชั่วข้ามคืน
     
    เอาล่ะ จะได้อ่านหนังสือซะที จะสอบละเนี่ยมะรืน
     
    เลิฟ ยู ปลาทูแมว นะจ๊ะ มะปราง
    May 03

    後悔

    ทำไมนะ
     
    เราถึงเป็นพวก ชอบมาเสียใจกับการกระทำตัวเองทีหลัง
     
    มันจะเหมือนกับ กางเกงตัวนั้นรึเปล่านะ
     
    ที่ยืนรอรถป๊อปอยู่ดีๆไม่ว่าดี เดินเข้าไปลองแล้วซื้อมาเฉยเลย
     
    พอกลับมาบ้าน
     
    เอามาใส่แล้ว ไม่เห็นสวยเลย
     
    ซื้อมาได้ยังไง
     
    สุดท้ายก็ต้องเอาไปเปลี่ยนเปนอย่างอื่น
     
    แถมขาดทุนอีก
     
    กางเกงที่ซื้อมาแพงแสนแพง
     
    สุดท้ายก็ไม่อยากได้
     
    เฮ้อ
     
    พอตัดสินใจทำอะไรลงไปแล้วมาเสียใจทีหลังเนี่ย
     
    บางอย่างมันก็แก้ไขได้ทันอยู่
     
    แต่บางอย่าง มันก็ย้อนกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้
     
    ผ่านไปแล้ว ผ่านไปเลย
     
    แล้ว
     
    ครั้งนี้ เราจะเสียใจกับการตัดสินใจของตัวเองรึเปล่านะ
     
    ทั้งๆที่ตัวเองเป็นคนเลือกเองว่าจะให้มันเป็นอย่างงี้
     
    ทำไมมันไม่สบายใจ
     
    ทำไมมันถึงเศร้าล่ะ
     
    จะทำยังไงดี
     
    จะเสียใจรึเปล่านะ
     
    ทำแบบนี้จะมีอะไรดีขึ้นรึเปล่านะ
     
    ไม่สบายใจ
     
    คิดมาก
     
    จนอยากจะบ้าตาย
     
    ฟังเพลงสนุกสนานให้มันร่าเริง
     
    กินกับกินกับกิน
     
    สติแตกช้อปปิ้งเป็นคนบ้า
     
    อยากได้อะไรก็ซื้อมาหมดแล้ว
     
    ก็ยังไม่เห็นดีขึ้นเลย
     
    ทำไมนะ
     
    เราถึงต้องเป็นคนจบมันแบบนี้ทุกที
     
    ถ้าจะเสียใจภายหลัง
     
    ก็โทษใครไม่ได้แล้วล่ะ
     
    นอกจาก ตัวเอง
     
     
    April 15

    สงกรานต์

    โอ้วๆ วันสงกรานต์แล้วสินะ
     
    ปีนี้ ตอนแรกจะไปปักกิ่งกะโบ แต่แคนเซิลวินาทีสุดท้าย เพราะคิดไปคิดมา อืมมม นอกจากจะต้องไปค่ายใหญ่แล้ว อะฮั้นยังตัด(สิน)ใจลงซัมเมอร์ เพราะเทอมหน้า ญี่ปุ่นห้าตัว ตายห๊าส์ไปเรย ต้องเก็บเจนอิ้งอีก อยากรีบเก็บๆเจนเอดไปให้หมดรำคาญมั่กๆ
     
    สรุปปีนี้เรยอยู่ตากแดดตัวดำที่ไทย ปล่อยให้โบมันไปช้อปปิ้งหลั่นล้าที่ปักกิ่ง (อิจฉามันจิงจิ๊ง)
     
    แต่พอเราไม่ไปไหน ผู้ปกครองอันทรงอำนาจของเราก้อหนีเราไปเมืองนอกซะงั้น ทิ้งลูกเฝ้าบ้านหง่าวอยู่กะยายกะน้องชาย พี่โจก้อกลับยงดี ฮือๆ
     
    แล้วจะทำอะไรดีหว่า...
     
    วันพรึหัด หลังจากมีสอบอินโทร ทู ลอว์ อันโหดร้าย (ออกมาได้นะ แต่ละข้อ กรูล่ะเซ็ง) ปลานิลก้อโทรมาชวนไปเล่นน้ำ ที่สีลม
     
    ตอนแรกมันบอก ไปเล่นน้ำกันมั๊ย เรานึกว่า ไปว่ายน้ำ ก้อถามมันกลับไปแบบโง่ๆว่า ที่สีลมมีสระว่ายน้ำด้วยหรอ?
     
    เตร่ง เตรง เตรง เตร้ง
     
    คิดๆๆอยู่นาน ไปเล่นดีมั๊ย เกดก้อไปไม่ได้เพราะไปสัตหีบ ส่วนนังปลานิลคนชวน บอกว่าไม่แน่ใจว่าไปได้ป่าว (แล้วมาชวนเพื่ออ)
     
    สุดท้ายก้อแบบ เฮ้อ เอาวะ ได้โอกาสหนีพ่อแม่ไปเล่นก้อคราวนี้แหละ ลองไปเล่นซักครั้งคงหนุกดี
     
    แต่ว่า ขอสารภาพจิงๆจากใจ เกิดมา ไม่เคยไปเล่นสงกรานต์เลย เสร่อมากป้ะ ไม่รู้ว่าเค้าแต่งตัวยังไง เอาอะไรไปบ้าง
     
    เปิดตู้เสื้อผ้ามา เอาวะ แต่งง่ายๆ เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น อุดส่าเลือกกระเป๋าใบที่โดนน้ำได้ใบเล็กๆ เปี่ยนเป๋าตังค์เปนเพลย์บอยเน่าๆ ถ้าโดนน้ำก้อช่างหัวมัน ผ้าขนหนูเล็กๆอีกผืนไว้เช็ดตัว วันนี้ลุยเลย เต็มที่
     
    ตอนจะออกจากบ้าน ยายมองเราหัวจดเท้า แล้วบอกว่า "นี่ แต่งตัวอย่างงี้เด๋วตำรวจจับนะ เค้าห้ามใส่เสื้อสายเดี่ยว เสื้อกล้ามเล่นน้ำ"
     
    โห ตำรวจจับเรยเราะ เสียเซลฟ์มาก กรูแต่งตัวอนาจารปานนั้นเรยรึ
     
    วิ่งขึ้นบ้านไปเอาเสื้อคลุมแขนสั้นมาใส่ ยายบอก ค่อยยังชั่วหน่อย เลยปล่อยออกมา สั่งนักหนาว่า ห้ามกลับดึกนะ
     
    ไปถึงมหาลัยที่นัด...ทุกคนมองเราแบบ งงๆ แล้วพูดว่า...
     
    "จะไปรูทหรอจ๊ะ แต่งตัวซะ"
     
    งง
     
    แต่พอมองคนอื่น พี่เบลล์ พี่เจ เอ๋า เค้าใส่เสื้อยืดกางเกงสีเข้ม แบบว่าลุยได้เละ แถมไม่มีใคเอากระเป๋ามาเลย เอาถุงพลาสติกกันน้ำมาใส่มือถือกะตังค์
     
    บะดะโฟ้ว อีกแล้วกรู
     
    ฮือๆ เสียจายมาก กะมาลุยแล้วนะเนี่ย สรุป กลายเปนเวิ่นเว้อมาก
     
    ต้องเอากระเป๋าทิ้งไว้ในรถพี่วุด ฝากเป๋าตังค์ไว้กะพี่สาวบี แล้วก้อมือถือไว้กะอาร์ต (เวิ่นพอมะ บ้าหอบฟางจิงๆกรู เปนภาระชาวบ้านเค้า)
     
    พี่เจบอกว่า เชื่อแล้วล่ะว่าไม่เคยเล่น
     
    ไปถึงสีลมด้วยรถใต้ดิน ขึ้นมาก้อโดนสาดเรย คนเยอะได้อีก เกิดมาก้อเพิ่งรู้ว่าเค้ามาเดินเล่นกันตามถนนอย่างงี้
     
    เราไม่มีอาวุธ เรยได้แต่เอาแป้งมาไว้ป้ายชาวบ้าน แต่สุดท้ายก้อเอ๋อ โดนเค้าป้ายเละ ป้ายกลับเค้าไม่ทันซักคน
     
    โดนน้ำเย็นจัดๆราดทั้งถังด้วย แถมโดนเอาแป้งมาราดหัวอีกตะหาก เละเทะได้อีก
     
    หลังๆพี่เมสงสาร เรยให้ปืนเรามาป้องกันตน ฮ่าๆๆ
     
    ขำมาก เดินไปถึงซอยที่มีแต่กระเทยกะเกย์ ท่าทางหื่นๆ เมาๆ น่ากัว พวกพี่ๆผู้ชายโดนล้อม
     
    พวกกระเทยตะโกนลั่นว่า "อย่าทำชะนีนะ อย่าทำชะนี"
     
    พี่โจ๊ก พี่ตั๋ง โดนพวกกระเทยรุม เละเทะไปหมด น่าสงสารจิงๆ ฮ่าๆ
     
    ยิ่งเริ่มดึก คนยิ่งเบียดกันแบบว่า แน่นเอี๊ยด ไม่มีที่เดิน เราต้องเดินตามหลังแอ๊ด จะได้ไม่หลง
     
    ไปๆมาๆหลงกันเปนหลายกลุ่ม กว่าจะหากันเจอ
     
    ก่อนหน้านั้นเราก้อแอบแว่บไปกินข้าวไข่เจียวกะอาร์ต เพราะความหิว มันอร่อยมากเรยอ่ะ เวลาแบบนี้
     
    พอทุ่มครึ่ง ทั้งยาย ทั้งพี่โจ โทรมาตามกันวุ่นวายไปหมด บอกว่า กลับบ้านได้แล้ว เด็กน้อย
     
    พอดีพี่เจกะอาร์ตจะกลับพอดี เลยล้างตัวแล้วแยกออกมา จำใจทิ้งกระเป๋าไว้กะพี่วุดก่อน วันหลังค่อยไปเอา
     
    พากันเดินอ้อมไปข้างหลัง กัวจะเละอีกรอบ เด๋วต้องนั่งใต้ดินกลับ อายเค้า
     
    เจอเซเว่น เรยแว่บเข้าไปดอดสปายมาคนละขวด ผีลำยองสิงอีกละ พี่เจเลี้ยงด้วยล่ะ ใจดีมั่กๆ ขอบคุณนะคะพี่ประกายแก้วสุดสวย (กราบงามๆทีนึง)
     
    แต่อ้อมไกลมาก เดินกันขาลาก เดินไปดริ๊งค์ไป หนุกดี ฮิๆ กว่าจะถึงรถใต้ดิน เดินอ้อมมาถึงสวนลุมเลยทีเดียว
     
    ลงรถใต้ดินก้อสุดแสนจะอายสภาพเปียกปอนของตน หัวหยองด้วยแป้ง เละเทะ
     
    ถึงบ้านยายมายืนรออยู่หน้าประตูบ้านเรยทีเดียว ยายมาคุม ฮ่าๆ
     
    สรุปว่า เปนการเล่นสงกรานต์ครั้งแรกของเรา หนุกหนานดี เปิดโลกๆ ถึงจะเวิ่นเว้อไปนิด ก้ออภัยให้ตัวเองไป เพราะคนมันไม่เคยนี่นะ
     
    ปีหน้าเอาใหม่ จะไปลุยพร้อมอาวุธครบมือกว่านี้ ขอแก้ตัวนะฮะ
     
    จิงๆวันนี้ไออาร์ตโทรมาจิกให้ไปเล่นอีก แต่เรามะไหวแล้น วันก่อนเดินขาลากยังไม่หายปวดขา แถมหน้าเราเห่อเพราะโดนแป้ง เบื่อตัวเองจิงๆ แพ้ง่ายไปหมด
     
    เลยบอกว่า รอปีหน้าละกันนะแก ฮ่าๆ
     
    ก้อ สุขสันต์วันสงกรานต์ทุกคนนะฮ้า ขอให้มีความสุขมากๆ
     
    เปียกๆกันไว้ จิตใจเบิกบาน ดัดจ๊ะ
    April 10

    ค่ายอักษรสัมพันธ์ ณ หัวหิน

    เห็นไตเติ้ลก้อรู้แล้วถึงความ เวิ่นเว้อ ของการอัพคราวนี้ เพราะจะเล่าถึงทริปที่คุณก้อรู้ว่าอะไร ที่เพิ่งไปมาที่หัวหิน น่ะแหละ เหอๆ
     
    ก้อเพราะว่าความเดิมตอนที่แล้ว ปิดกีฬามหาลัย ขอแม่ไปเที่ยวหัวหินกะเพื่อนๆ ตอนแรกก้อให้อ่ะ กลางดึกลุกมาห้ามไม่ให้ไป ทะเลาะกันใหญ่โต เซงมากๆ แบบ ชาตินี้จะได้ไปเที่ยวกะเค้าบ้างมั๊ย เกิดมายังไม่เคยไปทะเลกะเพื่อนๆเลยเห๊อะ อนาถมาก คราวนี้ก้อรู้แล้วว่าพูดความจิงไปคงได้หง่าวอยู่บ้านแน่ๆ เลยแบบ อ๋อ ไปค่ายอักษรสัมพันธ์กะเพื่อนๆพี่ๆที่อักษรอ่ะค่ะ ไปพักบางกะโลถูกๆ ขำๆ ความจิง หึๆๆๆ นอนคอนโดสุยกี้ ราคาแปดล้านเห๊อะ หรูได้อีก หรูจนเพื่อนๆพี่ๆแย่งกันจะมอมเหล้าสุยยึดคอนโดมันเรย ฮ่าๆๆ
     
    ก้อ ทริปนี้ไปกันเยอะ ก้อเปนมีตติ้งค่ายใหญ่นี่เนอะ มีคนที่ไปค่ายใหญ่ แล้วก้อมีพี่ๆมาแจมกันหลายคน รวมทั้ง อีแฮดอาร์ต และ ปลานิล ด้วย นั่งรถตู้กันไปจากอนุสาวรีย์ตอนเช้า ทางไปนี่ก้อแบบ เวิ่นได้อีก เพิ่งสร้างรึไงมะรู้ ลูกรัง กระเด้งกระดอน ขนาดรถคันพี่เบลล์ที่ออกทีหลัง ยังไปถึงก่อนอ่ะ แต่ก้อหลับไปตลอดทาง โทดทีนะอาร์ต ที่ปล่อยให้แกเดี่ยวไมโครโฟนกะน้องๆ แล้วพอไปถึงก้อกินข้าวกัน ซื้อของที่โลตัส แล้วก้อเริ่มทริปอันเวิ่นเว้อครังนี้ เหอๆ เรื่องมันเยอะมาก จะขอเล่าแยกเปนส่วนๆละกัน
     
    สุยแปดล้าน
    เปนฉายาที่สุยได้จากการไปทริปนี้ ก้อคอนโดพี่แกหรูเริ่ดอลังการ มีสองห้อง ห้องนึงหกล้าน ห้องนึงแปดล้าน ห้องก้อแบบ ดีสุดในคอนโดเหอะ มีจากุซซี่ ติดสระว่ายน้ำแบบว่าโดดจากระเบียงห้องลงไปได้เลย สระว่ายน้ำก้อหรูหรา มีสไลเดอร์เวิ่นๆด้วยอันนึง เอาเปนว่า สุยพลาดแล้วล่ะที่ยอมให้ไปจัดมีตติ้งที่คอนโด เพราะจากนี้ต่อไป ค่ายเล็ก กลาง ใหญ่ มีตติ้ง คงจะลงเอยที่คอนโดสุยหมดชัวร์ๆ ฮ่าๆ แต่พวกเราไปนี่ก้อ เวิ่นกันแบบว่า ห้องราคาแปดล้านราคาตกไปเรย เพราะแอบเละเทะ สงสารเจ้าของห้องจิงจิ๊งงง เหอๆ
     
    แก๊งค์ฝืด
    กร๊าก อันนี้ไม่พูดถึงไม่ได้ เพราะไปถึงเราก้อลงเล่นสระน้ำที่คอนโด อยากเล่นสไลเดอร์มาก โอ้ว มันดูท่าทางน่าจะมันส์ คนอื่นก้อลื่นกันดูหนุกหนานดีหรอก แต่พอถึงตาเรา เอ๊ะ ทำไมมันซอฟท์จัง เวอร์ไปป้ะ ซอฟท์ลงๆ จนหยุดค้างเติ่งอยู่บนสไลเดอร์ แงๆๆๆ มันฝืดอ่ะ ไม่ลื่น ทำไมๆ เสียใจๆ อยากลื่นมันส์ๆ ลองใหม่ก้อเหมือนเดิม เอาหน้าลงก้อแล้ว เอากล้วยมาช่วยก้อแล้ว ก้อฝืดเหมือนเดิม แต่ก้อดีใจนะ เพราะเรา โนอะโลน มีผู้ร่วมขบวนการฝืด คือ พี่เบลล์ บี และเกด แก๊งค์ฝืดของเรา ฝืดได้อีก ฝืดกว่ามุขส้มโออีกอ่ะ กร๊าก หลังๆต้องใช้ตัวช่วย คือ ปลานิลกะพี่มด และ ห่วงยาง เหอๆๆ ลื่นเวอร์ๆ สรุปว่า เล่นน้ำเสร็จได้แผลฟกช้ำดำเขียวจากสไลเดอร์นี้มาด้วย เพราะความ ฝืด เนี่ยแหละ เวิ่นจิงๆ
     
    ลำยอง
    ไปทริปนี้อะฮั้นกลายเปน ลำยอง ไปได้ไงเนี่ย ก้อแบบ ปกติเราก้อไม่ได้กินอะไรเท่าไหร่ ที่เคยกินๆมาก้อมี ชูไฮ เหล้าญี่ปุ่นที่พวกพี่ๆต้องเรียกกันว่า "เหล้าแบ๊ว" แน่ๆ เพราะเหมือนคอกเทลมากกว่า แค่ห้าเปอร์เซนต์ อ่อนเวอร์ๆ แต่ชอบมาก อร่อยโคด ตอนอยู่ญี่ปุ่นกินกะโฮสทุกคืนเรย เหมือนกินนมก่อนนอน มันขำมากจะเมาได้ไง เคยกินอีกอย่างก้อแค่สปาย ตอนไปเลี้ยงรุ่นม.หก กินไปสองขวดเต็มๆคนเดียว โนรู้สึกอะไรเรย หน้าก้อไม่แดง ตอนนั้นเพื่อนๆเริ่มทักละว่า เดียร์คอแข็งว่ะ เราก้อแบบ จิงอ่ะ เลยอยากรู้ว่าถ้ากินเหล้าจิงๆเพียวๆจะเปนไง ไปคราวนี้เลยเอาเรยฮ่ะ กินทั้งเหล้าขาวที่พี่ปอน์ดผสม เหยี่ยวเงิน จิน วอดก้า เพียวๆไปก้อหลาย จนทุกคนแบบ งง ก้อบอกบีไว้ว่า ถ้าเราเริ่มออกอาการเวิ่นแบบว่า เมา ให้ลากเราขึ้นห้องทันทีเรยนะ กัวจะเพ้อเจ้อ แต่สรุป เราก้อไม่เมา ทำไงก้อไม่เมา ตึงๆอย่างเดียว เลยนั่งฮาๆดูคนอื่นเวิ่นกัน ดาวเด่นของงานนี้ก้อ อาร์ต หน้าแดงเวอร์ วันแรกเมาพับไป วันที่สอง เต้นหลีดโชว์ ท่าแม่นโคดๆ ขำได้อีก ซอก้ออีกคน มีหลักฐานมัดตัวดิ้นไม่หลุดเรย ฮามาก พวกพี่ๆนี่ก้อช่างมอม ทั้งพี่เอด พี่ปอนด์ พี่ธีร์ด้วยเห๊อะ (มอมพี่โอ๊ต ฮ่าๆๆ) ถูกมอมกันไปหลายคน แต่ไม่ใช่เราล่ะ เราโนเมา เลยได้ตำแหน่ง The Next Generation Of ลำยอง มาเรยทีเดียว (จะดีมั๊ยเนี่ย เหอๆๆ)
     
    บะดะโฟ้ว
    เปนอะไรที่ฮามาก แก๊งค์ใหม่ใสปิ๊ง มาสู้กะแก๊งค์แองจี้จากค่ายใหญ่ ก้อวันเสาร์ตื่นมาเช้ามาก นึกว่าจะเมาค้างปวดหัว ก้อเปล่าเรย สบายดี กลิ้งไปกลิ้งมาออกไปดูทีวีกะเจ็ทกะบี เปิดๆไปเจอช่องลูกทุ่ง เจอเพลงชื่อ บะดะโฟ้ว ฮามากกก เปนเพลงคู่ผู้หญิงกะผู้ชาย มีทั้งเวอร์ชั่นเด็กและผู้ใหญ่ ฮาสุดๆ ชื่ออัลบั้ม ก้อ บะดะโฟ้ว นะ งงว่า คิดได้ไง มันพาสาอะไรเนี่ย แปลว่าอะไร เพ้อเจ้อจิงๆ เลยติดปากร้องทั้งวัน ร้องไม่พอใส่ท่าเต้นเข้าไปให้อีกนะ ช่างกล้าทำ (ท่าบียอนเซ่ เพลงเดจาวูอ่ะ ฮ่าๆๆ) เผยแพร่เปนลัทธิให้ส้มโอไปแล้ว กะว่าจะเอาไปเปนเพลงสันบ้านรับน้องปีนี้เรยทีเดียว มันฮาจิงๆนะ ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ จิงๆมีอีกหลายเพลงที่ฮา แต่บะดะโฟ้วเปนนัมเบอร์วันเห๊อะ ฮาของจิง
     
    เอาล่ะ ก้อประมาณนี้กับทริปเวิ่นๆที่หัวหิน หนุกมากจิงๆ เพราะเพิ่งเคยไปเที่ยวกะเพื่อนๆที่ต่างจังหวัด ครั้งแรกในชีวิต เปนสามวัน สองคืน ที่หนุกหนานจิงๆ ดีใจที่ได้ไป คราวหน้าไปอีกแน่ๆ บอกแม่ อักษรนี่สัมพันธ์ดีมาก จัดกันบ่อยๆปีละหลายๆครั้ง ฮ่าๆ รักเพื่อนๆพี่ๆทุกคนนะฮ้า ไว้ไปเที่ยวกันอีกเด้อ ลำยองขอลาไปนอน เพราะต้องไปเรียนซัมเมอร์แต่เช้า ดัดจ๊ะ
    March 28

    สาวออฟฟิศ

    งงล่ะสิ ว่าสาวออฟฟิศอะไร
     
    งงตัวเองเหมือนกันอ่ะ ฮ่าๆ
     
    ไม่หรอก จิงๆ ก้อคือ เรา เนี่ยแหละ
     
    เมื่อวานไปเปนสาวออฟฟิศมา
     
    เตร่ง เตรง เตรง เตร๊ง
     
    คือเรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า สองวันก่อน น้องปอร์โทรมาหา บอกว่า มีงานแปลเอกสารภาษาญี่ปุ่น
     
    น้องเค้าไปทำมาแล้ว แต่พุ่งนี้ไม่ว่างไป เพราะต้องจัดกระเป๋าไปญี่ปุ่น ให้เราไปทำแทนหน่อย ได้มั๊ย
     
    มันคือ แบบสอบถามเกี่ยวกับการลงทุนของชาวต่างชาติในประเทศไทย
     
    โว้ยยยยย ขอโวยวายยยยยยยยยย
     
    ง่ายมากเลยนะนั่น ดูง๊ายง่ายจิงๆ ศัพท์คงเบๆ ไม่ต้องเปิดดิคให้เมื่อยมือเรย เน๊อะ (ประชด)
     
    เราเริ่มไม่อยากทำ มันดูแบบเกินความสามารถสุดๆ
     
    น้องปอร์บอกว่า ได้เงินด้วยน้าๆพี่เดียร์
     
    อืมมมม เท่าไหร่ล่ะ
     
    สามร้อยห้าสิบบาท
     
    ย้ำ
     
    สามร้อยห้าสิบบาท ทำทั้งวัน เก้าโมง ถึง ห้าโมงเย็น
     
    เตร่ง เตรง เตรง เตร๊ง
     
    โน้ววววววววววววววว อะไรกัน งานยากขนาดนี้ ให้เงินไม่คุ้มกะค่าเหนื่อยเลยอ่ะ
     
    น้องปอร์ก้อบอกว่า มันน้อยอ่ะ น้อยมาก แต่ก้อไปทำช่วยๆเค้า
     
    น้อยมากกกกกจิงๆอ่ะ
     
    เราไม่เคยแปลเอกสารก้อจิง แต่เคยเปนล่ามมาสองสามครั้ง ได้เงินอื้อออออเลย
     
    นี่แปลเอกสารทั้งวัน ได้สามร้อยห้าสิบบาท
     
    เฮ้ออออออออออ
     
    โทรไปหาเพื่อนหลายคน ไม่มีใครว่างเลย ทั้งออม ดาว จัน หลิงก้ออยู่หาดใหญ่
     
    สุดท้ายเจอเล้งในเอม เลยได้เล้งไปเปนเพื่อน ดีจายมากกก ไม่อยากไปคนเดียวเลย
     
    สุดท้ายเลยรับไปทำ เพราะไม่มีคนอื่นทำจิงๆ ไหนๆก้อว่างอยู่บ้าน
     
    ไปทำที่ตึก ศศินทร์ ที่จุฬา แถวมาบุญครอง เกิดมาก้อเพิ่งเคยรู้ว่ามีตึกนี้อยู่ในโลก
     
    ไปถึงเก้าโมงนิดๆ (ตื่นสายอีกแล้ว บวก หลงทาง)
     
    พี่เค้าก้อเอางานมาให้ กองหนาสองกอง แปลส่วนที่เค้าตอบมาเปนพาสาญี่ปุ่น เปนไทย หรือ อังกิด
     
    ที่แย่คือ ส่วนใหญ่เปนลายมือเค้าเขียนเอง อ่านไม่ออกโว้ยยย อ่านยากมากกกกกก
     
    แล้วก้อ ง่ายมากเลยนะ แปลเหตุผลว่าทำไมท่านถึงคิดมาลงทุนในประเทศไทย
     
    เพราะความมั่นคงของรัฐบาล (หรอ) เพราะการขยายตัวของตลาดรถยนต์ในประเทศไทย
     
    โห ง๊ายง่าย เหนปุ๊บแปลได้ปั๊บ
     
    นั่งทำกะเล้งสองคนในห้องกระจก (ฮ่าๆๆ เหมือนนางในห้องกระจกเลย)
     
    เหมือนมีออฟฟิศเปนของตนเรยทีเดียว แต่ขอบ่น แอร์หนาวมาก ยิ่งกว่าขั้วโลก หนาวไปไหน
     
    พักกลางวันไปกินข้าว เหมือนสาวออฟฟิศเรยจิงๆ
     
    กลับมาพอบ่ายสองก้อแปลเสร็จหมดทั้งกอง
     
    อืมมม แปลเสร็จใช่ว่าจะรอดแล้ว มีอีกงานนะ คืออะไรรู้มั๊ย
     
    มีบางส่วนของแบบสอบถามที่เค้าตอบไม่หมด หรือ เว้นไม่ได้ตอบ
     
    เลยต้องโทรไปถามเค้าอีกที ไปคุยกะคนญี่ปุ่นให้ทำแบบสอบถาม
     
    อืมมม โทรไปหาประธานบริษัทธุรกิจคนญี่ปุ่น ง่ายมากเลยนะ ง่ายจิงๆ ยังกะโทรไปคุยกะเพื่อนที่ญี่ปุ่น
     
    โว๊ยยยยยยยยยยยยยยยยย
     
    นั่นมันต้องใช้ศัพท์ชั้นสูงบรรลัย สุภาพขั้นสูงสุด ถ่อมตัวขั้นสูงสุด ที่มีในภาษาญี่ปุ่นเลยนะนั่นนนนน
     
    พี่เค้าเอามาให้โทรบริษัทนึง เปนแซมเปิ้ล แล้วก้อมายืนกดดันดูเราโทรกัน ไม่ค่อยไซโค
     
    เรานี่รู้สึกอยากมุดแผ่นดินหนีมาก ง่อยสุดๆ แต่ก้อกดโทรศัพท์ไป
     
    ขอสายประธานบริษัท แล้วก้อ ลุย (โดยมีคนยืนอยู่รอบๆคอยกดดัน ฮึๆๆ)
     
    คนแรกผ่านได้สบาย เค้าจำแบบสอบถามได้ ถามแป๊บเดียวก้อได้คำตอบ แถมเค้าพูดจาใจดีด้วย เลยค่อยยังชั่ว
     
    ผ่านไปหนึ่งรายแบบ อึ้งๆ ว่าเค้าฟังเรารู้เรื่องด้วยหรอ
     
    พี่ๆเค้าเลยออกไป ปล่อยเราโทร
     
    สรุปว่า ทั้งบ่ายที่เหลือนั่นก้อนั่งโทรไป โทรไม่ติดบ้าง ไม่อยู่บ้าง ไม่ยอมตอบก้อมี
     
    เฮ้อ เลิกงานห้าโมง (กว่าๆด้วย) ได้เงินมาสี่ร้อย (เพิ่มมาตั้ง ห้าสิบบาท แน่ะ)
     
    พี่เค้าบอกว่า วันศุกร์นี้มาทำอีกได้มั๊ย อืมม ไม่อยากมาเร้ย งานหนัก เงินน้อย
     
    พี่เค้าแบบ ไม่มีคนช่วยพี่แล้วจิงๆๆนะ ช่วยหน่อย เราก้อเออ ออ ไป อีกครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ทำอีกแร้วนะเฟร่ยๆ
     
    เลิกงานแล้วรู้สึกหมดแรง ปวดหัว มึน (สมองง่อยๆถูกใช้งานเยี่ยงทาส)
     
    นั่งรถไฟฟ้าไปบ้านครอบครัวเจ้านายคนญี่ปุ่นของพี่โจ
     
    ไปฝากตัว ฮ่าๆ เปล่าหรอก เค้าเพิ่งมาถึง ยังไม่รู้จักใคร ไม่รู้เรื่องอะไร พั่โจเลยไปแนะนำเราไว้ ให้โทรหาเผื่อมีอะไร
     
    เสร็จแล้วก้อไปกินราเมงกัน พี่โจเลี้ยง เย้
     
    มีข้าวหน้าเมนไทโกะด้วย โอ้ว สั่งๆๆ เหมือนอดอยากไม่ได้กินมานาน
     
    กินแล้วยังไม่พอ สั่งเมนไทโกะเพียวๆมาอีกจาน ฟาดเรียบคนเดียว เพราะพี่โจกินไม่เปน
     
    กินจนลูกปลามันคงไปเกิด และ ว่าย ในกระเพาะเรา หลายล้านตัว
     
    หายเหนื่อยเรยนะ
     
    รู้สึกเหมือนเพลง Thank you ของ Dido เลย ซึ้งมากมาย
     
    ขอบคุณนะ เมนไทโกะ แสนอร่อย ขอบคุณนะ ชินอ้าย เตอะ พี่โจ
     
    เด๋ววันศุกร์ก้อต้องไปเปนสาวออฟฟิศอีก เฮ้อ เอาเหอะ ได้ตังค์ ดีกว่าอยู่บ้านว่างๆ
     
    เด๋วพุ่งนี้ไปเที่ยว แล้วเงินอีกสี่ร้อยที่ได้มา จะเอาไปช้อปให้สะใจ (ซื้ออะไรได้เราะ)
     
    เพราะ เอมโพเรี่ยม มิดไนท์เซลล์ ฮ่าๆๆ
     
    อยากไปเดินจิงจิ๊ง
     
    ไปละ อัพมาย๊าวยาว บ๊ายบาย ดัดจ๊ะ